<?xml version='1.0' encoding='UTF-8'?><?xml-stylesheet href="http://www.blogger.com/styles/atom.css" type="text/css"?><feed xmlns='http://www.w3.org/2005/Atom' xmlns:openSearch='http://a9.com/-/spec/opensearchrss/1.0/' xmlns:georss='http://www.georss.org/georss' xmlns:gd='http://schemas.google.com/g/2005' xmlns:thr='http://purl.org/syndication/thread/1.0'><id>tag:blogger.com,1999:blog-445151557367453948</id><updated>2011-04-21T15:49:53.102-07:00</updated><title type='text'>Dekspecial</title><subtitle type='html'>แหล่งรวบรวมข้อมูลและความรู้
เกี่ยวกับ เด็กพิเศษและการศึกษาพิเศษ  สำหรับบุคคลทั่วไปที่สนใจ  และสำหรับผู้ที่เกี่ยวข้องกับการศึกษาพิเศษและเด็กพิเศษเพื่อศึกษาความรู้เพิ่มเติม  หรือใช้ในการจัดการศึกษาและการดูแลเด็กพิเศษ</subtitle><link rel='http://schemas.google.com/g/2005#feed' type='application/atom+xml' href='http://dekspecial.blogspot.com/feeds/posts/default'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/445151557367453948/posts/default?max-results=100'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://dekspecial.blogspot.com/'/><link rel='hub' href='http://pubsubhubbub.appspot.com/'/><author><name>chuch</name><uri>http://www.blogger.com/profile/08631974476770903474</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='32' height='30' src='http://2.bp.blogspot.com/_TAfiX4EhJH0/SRWyJ0gDS8I/AAAAAAAAABE/BxczlWnlRb0/S220/4.jpg'/></author><generator version='7.00' uri='http://www.blogger.com'>Blogger</generator><openSearch:totalResults>14</openSearch:totalResults><openSearch:startIndex>1</openSearch:startIndex><openSearch:itemsPerPage>100</openSearch:itemsPerPage><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-445151557367453948.post-4243527472478504567</id><published>2008-11-10T07:24:00.000-08:00</published><updated>2008-11-10T08:06:44.616-08:00</updated><title type='text'>IEP  คืออะไร</title><content type='html'>&lt;span style="font-family:courier new;"&gt;&lt;strong&gt;&lt;span style="font-size:130%;"&gt;IEP คืออะไร&lt;/span&gt;&lt;/strong&gt;&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;p align="center"&gt;&lt;span style="font-family:courier new;"&gt;&lt;strong&gt;IEP ย่อมาจาก INDIVIDUALIZED EDUCATION PLAN &lt;/strong&gt;&lt;/span&gt;&lt;/p&gt;&lt;p align="center"&gt;&lt;span style="font-family:courier new;"&gt;&lt;strong&gt;หรือ INDIVIDUALIZED EDUCATION PROGRAM สุดแต่จะเลือกใช้คำไหนก็ได้ &lt;/strong&gt;&lt;/span&gt;&lt;/p&gt;&lt;p align="center"&gt;&lt;span style="font-family:courier new;"&gt;&lt;strong&gt;แปลว่า แผนการจัดการศึกษาเฉพาะบุคคล&lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;&lt;/span&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;span style="font-family:courier new;"&gt;แผนการจัดการศึกษาเฉพาะบุคคล ( IEP ) คือ แผนกำหนดแนวทางการจัดการศึกษาแก่นักเรียน / ผู้เรียน ( ผู้พิการ / ผู้มีความต้องการพิเศษ) ให้ได้รับการพัฒนาตามเป้าหมายที่กำหนด รวมทั้งการกำหนดสื่อ สิ่งอำนวยความสะดวก บริการ และความช่วยเหลืออื่นใดทางการศึกษา ที่สอดคล้องเหมาะสมกับการเรียนรู้ และกับความต้องการจำเป็นพิเศษ (SPECIAL NEEDS) ของผู้เรียนแต่ละคน โดยมีคณะบุคคลที่เกี่ยวข้องกับผู้เรียนประมาณ 5-7 คนรวมเป็นคณะกรรมการร่วมกันจัดทำ IEP&lt;/span&gt;&lt;/p&gt;&lt;span style="font-family:courier new;"&gt;&lt;p&gt;&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;&lt;em&gt;ทำไมต้องจัดทำ IEP&lt;/em&gt;&lt;/strong&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;em&gt;เหตุผลสำคัญที่ต้องจัดทำ IEP ก็คือ&lt;/em&gt;&lt;br /&gt;1. เด็กหรือผู้เรียน (พิการ / ผู้เรียนที่มีความต้องการจำเป็นพิเศษ) มีทักษะและความสามารถแตกต่างกัน การที่จะสอนให้เด็กเรียนรู้ไปพร้อมกัน ในเวลาเดียวกัน ทีละหลายๆคน อาจจะไม่ขจัดปัญหา และ คงไม่สอดคล้องกับความต้องการจำเป็น และ ความสามารถของเด็กแต่ละคน &lt;/p&gt;&lt;p&gt;2. พัฒนาการทางการเรียนรู้ และ ความก้าวหน้าของเด็กแต่ละคน ควรเปรียบเทียบกับตัวเด็กเอง มิใช่เปรียบเทียบกับผู้อื่น &lt;/p&gt;&lt;p&gt;3. การจัดประสบการณ์ และ กิจกรรมทางการศึกษาให้แก่ เด็กพิการ / เด็กที่มีความต้องการจำเป็นพิเศษ จะต้องสอดคล้องกับความต้องการจำเป็น และ ความสามารถของเด็กแต่ละคน &lt;/p&gt;&lt;p&gt;4. สำหรับในประเทศไทย ณ ปัจจุบันนี้ ได้ออกกฏกระทรวง กำหนดหลักเกณฑ์และวิธีการให้คนพิการได้รับสิ่งอำนวยความสะดวก สื่อ บริการแลความช่วยเหลืออื่นใดทางการศึกษา พุทธศักราช 2545 กำหนดให้มีการจัดทำ IEP แก่เด็กพิการ / เด็กที่มีความต้องการจำเป็นพิเศษ &lt;/p&gt;&lt;p&gt;5. เพื่อประกันว่าได้มีการจัดบริการทางการศึกษาเป็นพิเศษ และจัดบริการอื่นที่เกี่ยวข้องตามที่ระบุไว้ใน IEP จริง &lt;/p&gt;&lt;p&gt;6. เพื่อเป็นแนวทางในการดำเนินการตรวจสอบ ควบคุม และ ติดตามผลการให้บริการ แก่เด็กพิการ / เด็กที่มีความต้องการจำเป็นพิเศษ&lt;br /&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;strong&gt;&lt;em&gt;IEP มีประโยชน์อย่างไร&lt;/em&gt;&lt;/strong&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;แผนการจัดควรจัดเฉพาะบุคคลมีประโยชน์ต่อทุกฝ่าย ทั้งครูผู้สอน ผู้ปกครอง เด็ก / ผู้เรียน และสถานศึกษา&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;&lt;em&gt;ประโยชน์ต่อครูผู้สอน&lt;/em&gt;&lt;/strong&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;1. ครูใช้ IEP เป็นแนวทางในการจัดแผนการสอนรายบุคคล &lt;/p&gt;&lt;p&gt;2. ครูใช้ IEP กำหนดหน้าที่ความรับผิดชอบของครู 1 ผู้สอนแต่ละคนที่ครูมีมากกว่า 1 คนที่มีทีการสอนร่วมในการสอนเด็กให้เรียนพิเศษ &lt;/p&gt;&lt;p&gt;3. ครูใช้ IEP เป็นแนวทางในการฝึกพัฒนาการและคิดตามการพัฒนาทางการเรียนของเด็ก &lt;/p&gt;&lt;p&gt;4. ครูใช้ IEP เป็นแนวทางในการรายงานตนหรือแจ้งความก้าวหน้าในการเรียนของเด็กแก่ผู้ปกครอง &lt;/p&gt;&lt;p&gt;5. ครูใช้ IEP เป็นแนวทางในการเลือกสื่อทางการเรียนการสอนกิจกรรมวิธีสอนวิธีจัดผลประเมินผล&lt;br /&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;strong&gt;&lt;em&gt;ประโยชน์ต่อผู้ปกครอง&lt;/em&gt;&lt;/strong&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;1. ช่วยให้ผู้ปกครองทราบว่าจะติดต่อกับครูคนใดเมื่อต้องการพูดคุยเกี่ยวกับปัญหาของบุตร &lt;/p&gt;&lt;p&gt;2. ช่วยให้ผู้ปกครองทราบว่าบุตรจะต้องเรียนรู้อะไร อย่างไรที่สถานศึกษา มีสื่อ สิ่งอำนวยความสะดวก บริการ และความช่วยเหลืออื่นใดทางการศึกษาอะไรบ้าง &lt;/p&gt;&lt;p&gt;3. ช่วยให้ผู้ปกครองตั้งความหวังเกี่ยวกับการเรียนรู้และคาดหวังผลการเรียนรู้ของบุตรอย่างเหมาะสม &lt;/p&gt;&lt;p&gt;4. ทำให้ผู้ปกครองให้ข้อมูลเกี่ยวกับบุตรของตนแก่ครูได้ถูกต้อง &lt;/p&gt;&lt;p&gt;5. ทำให้ผู้ปกครองทราบว่าควรจะฝึกบุตรของตนที่บ้านอย่างไร &lt;/p&gt;&lt;p&gt;6. ทำให้ผู้ปกครองทราบความก้าวหน้าและพัฒนาการของบุตร และ สามารถนำมาวางแผนพัฒนาชีวิตบุตรได้อย่างมีเป้าหมาย&lt;br /&gt;&lt;/p&gt;&lt;p align="right"&gt;&lt;span style="font-size:85%;"&gt;&lt;em&gt;บทความจาก...ครูแต้ว &lt;/em&gt;&lt;/span&gt;&lt;a href="http://gotoknow.org/blog/taw1/209435"&gt;&lt;span style="font-size:85%;"&gt;&lt;em&gt;http://gotoknow.org/blog/taw1/209435&lt;/em&gt;&lt;/span&gt;&lt;/a&gt;&lt;/p&gt;&lt;/span&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/445151557367453948-4243527472478504567?l=dekspecial.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://dekspecial.blogspot.com/feeds/4243527472478504567/comments/default' title='ส่งความคิดเห็น'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://dekspecial.blogspot.com/2008/11/iep.html#comment-form' title='0 ความคิดเห็น'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/445151557367453948/posts/default/4243527472478504567'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/445151557367453948/posts/default/4243527472478504567'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://dekspecial.blogspot.com/2008/11/iep.html' title='IEP  คืออะไร'/><author><name>chuch</name><uri>http://www.blogger.com/profile/08631974476770903474</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='32' height='30' src='http://2.bp.blogspot.com/_TAfiX4EhJH0/SRWyJ0gDS8I/AAAAAAAAABE/BxczlWnlRb0/S220/4.jpg'/></author><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-445151557367453948.post-2955848328384520490</id><published>2008-11-10T07:19:00.000-08:00</published><updated>2008-11-10T07:23:34.050-08:00</updated><title type='text'>การจัดการพฤติกรรมในชั้นเรียนรวม(ลักษณะและสาเหตุ)</title><content type='html'>&lt;div align="center"&gt;&lt;strong&gt;&lt;span style="font-family:arial;"&gt;การจัดการพฤติกรรมในชั้นเรียนรวม&lt;/span&gt;&lt;/strong&gt;&lt;/div&gt;&lt;div align="center"&gt;&lt;strong&gt;&lt;span style="font-family:Arial;"&gt;&lt;/span&gt;&lt;/strong&gt; &lt;/div&gt;&lt;div align="center"&gt;&lt;strong&gt;&lt;span style="font-family:Arial;"&gt;&lt;/span&gt;&lt;/strong&gt; &lt;/div&gt;&lt;div align="left"&gt;&lt;span style="font-family:courier new;"&gt;&lt;em&gt;&lt;strong&gt;ปัญหาเด็กที่มีความต้องการพิเศษในชั้นเรียนรวม&lt;br /&gt;&lt;/strong&gt;&lt;/em&gt;&lt;br /&gt;      พฤติกรรมที่เป็นปัญหาในชั้นเรียนทั่วไป ตั้งแต่ชั้นเรียนระดับอนุบาลไปจนถึงระดับชั้นมัธยมศึกษา ในชั้นเด็กเล็ก ๆ อาจพบปัญหาเกี่ยวกับการกิน การนอน ไม่เชื่อฟัง เจ้าอารมณ์ อยู่ไม่นิ่ง ไม่มีสมาธิ พูดไม่ชัด ไม่พูด เป็นต้น ในระดับประถมศึกษา ได้แก่ พฤติกรรม ก้าวร้าว ไม่ปฏิบัติตามกฎกติกา การซึมเศร้า วิตกกังวล เครียด ก่อกวน พูดปด ไม่สนใจการเรียน ไม่ชอบเรียน ในระดับมัธยมศึกษา จะมีปัญหาทางอารมณ์ พฤติกรรมต่อต้าน และผิดกฎระเบียบเพิ่มขึ้นจากปัญหาพฤติกรรมในระดับประถมศึกษา&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;      ลักษณะของพฤติกรรมที่เป็นปัญหา&lt;/span&gt;&lt;span style="font-family:courier new;"&gt; พฤติกรรมที่ครูสังเกตเห็นได้ง่าย และรู้สึกว่าเป็นปัญหามากกว่าพฤติกรรมอื่น ๆ คือ ลักษณะทางอารมณ์รุนแรง พฤติกรรมก่อกวน อยู่ไม่นิ่ง พฤติกรรมหลายอย่างที่มองเห็นไม่ชัดเจน ต้องใช้เวลาในการสังเกต อาจจะเป็นพฤติกรรมที่เป็นปัญหา เช่น เด็กเงียบเฉย แยกตัว เก็บกดอารมณ์ แต่พฤติกรรมบางอย่างที่ดูเหมือนเป็นปัญหา ก็อาจจะไม่ใช่พฤติกรรมที่เป็นปัญหาที่แท้จริง การจะบอกว่าพฤติกรรมเป็นปัญหาหรือไม่ อาจตีความได้ต่างกันระหว่างผู้ที่เกี่ยวข้องกับเด็ก เช่น แพทย์ นักจิตวิทยา ผู้ปกครองและครู โดยเฉพาะครูกับพ่อแม่ซึ่งเป็นผู้ที่เกี่ยวข้องกับเด็กในโรงเรียนมากที่สุด อาจมองว่าพฤติกรรมใดพฤติกรรมหนึ่งเป็นปัญหา หรือสาเหตุของปัญหาคืออะไรได้แตกต่างกัน จึงต้องทำความเข้าใจให้ตรงกันเป็นเบื้องต้น&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;      พฤติกรรมใดเป็นปัญหาหรือไม่ จะพิจารณาจากความถี่ ระยะเวลาและความรุนแรงของพฤติกรรม เช่น เด็กลุกจากที่นั่งในขณะที่ทำงาน หรือขณะที่ครูสอนบ่อยมาก จนทำงานไม่เสร็จ หรือเรียนไม่รู้เรื่องถือว่าเป็นปัญหา พฤติกรรมการแก้แค้นจะทำร้ายเพื่อนตั้งแต่เช้าจนเย็น เนื่องจากโกรธที่เพื่อนต่อว่า ซึ่งเกิดขึ้นเป็นระยะเวลานานมากกว่าปกติถือว่าเป็นพฤติกรรมที่เป็นปัญหา พฤติกรรมที่รุนแรง เช่น เมื่อขอยืมของเล่นเพื่อน แต่เพื่อนยังไม่ให้ในทัน ก็กระชากโต๊ะ ให้ล้มทำให้เพื่อนไม่ได้เล่นต่อไป ทั้งนี้ต้องคำนึงถึงวุฒิภาวะตามวัยของเด็กด้วย เช่น เด็กเล็ก ๆ อายุ 2 ขวบ อาจจะกระทึบเท้าเมื่อโกรธที่แม่ไม่ซื้อลูกโป่งให้ ถือเป็นพฤติกรรมที่ไม่เป็นปัญหาชัดเจน แต่หากเป็นเด็กอายุ 8 ขวบกระทึบเท้าในกรณีเดียวกับเด็ก 2 ขวบ เรียกว่าเป็นพฤติกรรมที่เป็นปัญหา เด็กที่มีความต้องการพิเศษในชั้นเรียนรวม ได้แก่ เด็กที่มีความบกพร่องทางใดทางหนึ่ง เช่นความบกพร่องทางสติปัญญา บกพร่องด้านการได้ยิน บกพร่องด้านการเห็น บกพร่องทางร่างกาย และสุขภาพ บกพร่องทางอารมณ์และพฤติกรรมหรือบกพร่องด้านอื่น ๆ โรงเรียนปกติทั่ว ๆ ไป ในชั้นเรียนหนึ่ง ๆ จะมีเด็กที่มีความต้องการพิเศษเพียงหนึ่งหรือสองคน และมักจะมีความบกพร่องด้านเดียวแต่อาจมีระดับความบกพร่องแตกต่างกันไม่ว่าจะมีความบกพร่องประเภทใด &lt;/span&gt;&lt;/div&gt;&lt;div align="left"&gt;&lt;span style="font-family:Courier New;"&gt;&lt;/span&gt; &lt;/div&gt;&lt;div align="left"&gt;&lt;span style="font-family:courier new;"&gt;     &lt;strong&gt;&lt;em&gt;เด็กที่มีความต้องการพิเศษจะมีพฤติกรรมที่เป็นปัญหารวมอยู่ใน 3 ด้าน ต่อไปนี้ คือ&lt;/em&gt;&lt;/strong&gt; &lt;/span&gt;&lt;span style="font-family:courier new;"&gt;      &lt;/span&gt;&lt;/div&gt;&lt;div align="left"&gt;&lt;span style="font-family:courier new;"&gt;       &lt;em&gt;+ ด้านนิสัยการทำงาน             &lt;/em&gt;&lt;/span&gt;&lt;/div&gt;&lt;div align="left"&gt;&lt;span style="font-family:courier new;"&gt;&lt;em&gt;       + ด้านทักษะการแก้ปัญหา              &lt;/em&gt;&lt;/span&gt;&lt;/div&gt;&lt;div align="left"&gt;&lt;span style="font-family:courier new;"&gt;&lt;em&gt;       + ด้านการสร้างความสัมพันธ์กับเพื่อนและคนอื่น ๆ&lt;/em&gt;&lt;br /&gt;&lt;/span&gt;&lt;a href="http://www.nrru.ac.th/web/Special_Edu/5-1.html#top"&gt;&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-family:courier new;"&gt;     &lt;strong&gt;&lt;em&gt;สาเหตุของพฤติกรรมที่เป็นปัญหา&lt;/em&gt;&lt;/strong&gt;&lt;/span&gt;&lt;a name="2"&gt;&lt;/a&gt;&lt;span style="font-family:courier new;"&gt;   &lt;/span&gt;&lt;/div&gt;&lt;div align="left"&gt;&lt;span style="font-family:courier new;"&gt;    &lt;/span&gt;&lt;/div&gt;&lt;div align="left"&gt;&lt;span style="font-family:courier new;"&gt;     สาเหตุสำคัญทีทำให้เกิดปัญหาพฤติกรรมของเด็กนั้น คือสิ่งแวดล้อมตั้งแต่แรกเกิด ที่ทำให้เด็กเรียนรู้ที่จะมีพฤติกรรมเช่น ลักษณะนิสัย การแสดงออกของอารมณ์กริยาท่าทาง รูปแบบการกระทำการคิด วิธีการแก้ปัญหา ความรู้สึกความเข้าใจต่อตัวเอง และผู้อื่น การปฏิบัติตามกฎกติกาของกลุ่มเหล่านี้เกิดจากการที่เด็กมีประสบการณ์ต่อบุคคลและสภาพแวดล้อม โดยการรับรู้ และเกิดความคิดความเข้าใจแสดงออกเป็นอารมณ์และพฤติกรรมที่สัมพันธ์กับความคิดความเข้าใจของตัวเอง ดังนั้นเด็กทั่ว ๆ ไปจะมีพฤติกรรมที่เป็นปัญหามากน้อยหรือไม่เพียงใด เกิดจากการที่เด็กแต่ละคนใช้คุณสมบัติในตัวเองในการเรียนรู้จากสภาพแวดล้อม สำหรับเด็กที่มีความต้องการพิเศษอาจมีข้อจำกัดบางประการที่ทำให้การเรียนรู้บางอย่างบกพร่อง เกิดเป็นพฤติกรรมที่เป็นปัญหา เช่น เด็กที่พัฒนาการทางสติปัญหาล่าช้า จะมีพัฒนาการทางอารมณ์และสังคมต่ำกว่าอายุ ความเข้าใจว่าอะไรควรทำหรือไม่ควรทำเกิดขึ้นช้ากว่าเด็กที่มีสติปัญญาปกติ เด็กออทิสติกและเด็กสมาธิสั้นมีพฤติกรรมทางสังคมและอารมณ์เป็นปัญหาอันเนื่องมาจากความบกพร่องที่เป็นลักษณะเฉพาะ เด็กที่มีความบกพร่องทางการได้ยินตั้งแต่แรกเกิดจะมีผลทำให้การเรียนรู้และการพัฒนาทักษะทางสังคมไม่สมบูรณ์เท่ากับเด็กปกติที่มีอายุและความสามารถทางสมองเท่าเทียมกัน เป็นต้น   &lt;/span&gt;&lt;/div&gt;&lt;div align="left"&gt;&lt;span style="font-family:courier new;"&gt;    &lt;/span&gt;&lt;/div&gt;&lt;div align="left"&gt;&lt;span style="font-family:courier new;"&gt;   &lt;em&gt;&lt;strong&gt;  กล่าวได้ว่าพฤติกรรมที่เป็นปัญหาของเด็กในชั้นเรียนรวมหรือในชั้นเรียนพิเศษ เกิดจากสาเหตุรวมอยู่ใน 3 ประการต่อไปนี้ คือ&lt;/strong&gt;&lt;/em&gt;              &lt;/span&gt;&lt;/div&gt;&lt;div align="left"&gt;&lt;span style="font-family:courier new;"&gt;&lt;/span&gt; &lt;/div&gt;&lt;div align="left"&gt;&lt;span style="font-family:courier new;"&gt;  1. เด็กไม่ได้รับการสอนการฝึกทักษะที่ใช้ในการอยู่ร่วมกับเพื่อนกับคนอื่น หรือทักษะการแก้ปัญหามาก่อน ทักษะบางอย่างที่ไม่ได้รับการฝึกอาจเนื่องมาจากการที่เด็กมีความบกพร่องเฉพาะ เช่น มีความพิการทางร่างกาย ความบกพร่องทางการเห็น การได้ยิน ซึ่งต้องได้รับการฝึกเตรียมความพร้อมมากกว่าเด็กปกติ               &lt;/span&gt;&lt;/div&gt;&lt;div align="left"&gt;&lt;span style="font-family:courier new;"&gt;  2. เด็กเรียนรู้ที่จะกระทำเช่นนั้นมาก่อน พฤติกรรมบางอย่างของเด็กได้รับการเสริมแรง หรือไม่ได้รับการเสริมแรงที่เหมาะสม เด็กไม่รู้ว่าเป็นพฤติกรรมที่ไม่พึงประสงค์ เช่น เด็กไม่ยอมทำตาที่ครูบอกให้ทำเนื่องจากเมื่อเด็กไม่ทำในขณะที่อยู่ที่บ้านพ่อแม่จะทำให้ทุกครั้ง หรือเด็กพูดจากหยาบคายแล้วได้รับความสนใจ เด็กจึงพูดคำหยาบจนติดเป็นนิสัย              &lt;/span&gt;&lt;/div&gt;&lt;div align="left"&gt;&lt;span style="font-family:courier new;"&gt;  3. สาเหตุจากโรงเรียน ได้แก การจัดหลักสูตรการสอน เด็กไม่สามารถทำกิจกรรมการเรียนตามหลักสูตรที่ใช้กับเด็กปกติทั่วไปได้ครบถ้วน การจัดกิจกรรมการเรียนการสอน การจัดเวลาเรียนที่ไม่ยืดหยุ่นให้เด็กทำได้ตามความสามารถ และไม่สัมพันธ์กับลักษณะความบกพร่องของเด็ก สาเหตุที่สำคัญจากโรงเรียนคือตัวครู ความไม่เข้าใจ และเจตคติทางลบของครู เป็นสาเหตุทำให้เกิดปัญหาทางอารมณ์และพฤติกรรมได้มาก&lt;/span&gt;&lt;/div&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/445151557367453948-2955848328384520490?l=dekspecial.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://dekspecial.blogspot.com/feeds/2955848328384520490/comments/default' title='ส่งความคิดเห็น'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://dekspecial.blogspot.com/2008/11/blog-post_6109.html#comment-form' title='0 ความคิดเห็น'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/445151557367453948/posts/default/2955848328384520490'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/445151557367453948/posts/default/2955848328384520490'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://dekspecial.blogspot.com/2008/11/blog-post_6109.html' title='การจัดการพฤติกรรมในชั้นเรียนรวม(ลักษณะและสาเหตุ)'/><author><name>chuch</name><uri>http://www.blogger.com/profile/08631974476770903474</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='32' height='30' src='http://2.bp.blogspot.com/_TAfiX4EhJH0/SRWyJ0gDS8I/AAAAAAAAABE/BxczlWnlRb0/S220/4.jpg'/></author><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-445151557367453948.post-7700820523450723712</id><published>2008-11-10T07:16:00.000-08:00</published><updated>2008-11-10T07:19:33.006-08:00</updated><title type='text'>การปรับเปลี่ยนเพื่อการจัดการศึกษาแบบเรียนรวม</title><content type='html'>&lt;div align="center"&gt;&lt;strong&gt;&lt;span style="font-family:arial;"&gt;ความจำเป็นในการเลือกใช้เทคนิคการสอน&lt;/span&gt;&lt;/strong&gt;&lt;/div&gt;&lt;div align="center"&gt;&lt;strong&gt;&lt;span style="font-family:Arial;"&gt;&lt;/span&gt;&lt;/strong&gt; &lt;/div&gt;&lt;div align="left"&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-family:courier new;"&gt;&lt;span style="font-family:Georgia;"&gt;          &lt;/span&gt;หัวใจของการจัดการเรียนการสอนสำหรับเด็กที่มีความต้องการพิเศษ ในวิธีการจัดการศึกษาแบบเรียนรวม คือการปรับหลักสูตร เพื่อให้นักเรียนที่มีความต้องการพิเศษ สามารถเรียนในชั้นเรียนปกติได้และเป้นความจำเป็นอย่างสูงสุดสประการหนึ่งที่ครูจะต้องมีความสามารถในการปรับหลักสูตรที่มีอยู่ให้เหมาะสมกับความต้องการพิเศษของเด็ก และการนำไปใช้ได้จริงในชีวิตประจำวันด้วย เมื่อกล่าวถึงการปรับเปลี่ยน มิใช่เป็นการปรับจุดใดจุดหนึ่ง หรือมิใช่ปรับให้ง่ายอย่างเดียวเท่านั้นแต่เป็นการปรับในสิ่งต่อไปนี้      &lt;/span&gt;&lt;/div&gt;&lt;div align="left"&gt;&lt;span style="font-family:courier new;"&gt;  1. กลุ่มผู้เรียน การจัดที่นั่ง      &lt;/span&gt;&lt;/div&gt;&lt;div align="left"&gt;&lt;span style="font-family:courier new;"&gt;  2. สภาพแวดล้อม&lt;br /&gt;  3. เอกสารประกอบการเรียนการสอนแบบเรียน และสื่อช่วยในการสอน      &lt;/span&gt;&lt;/div&gt;&lt;div align="left"&gt;&lt;span style="font-family:courier new;"&gt;  4. ขอบข่าย เนื้อหาที่จะใช้สอน      &lt;/span&gt;&lt;/div&gt;&lt;div align="left"&gt;&lt;span style="font-family:courier new;"&gt;  5. จุดประสงค์และเป้าหมาย      &lt;/span&gt;&lt;/div&gt;&lt;div align="left"&gt;&lt;span style="font-family:courier new;"&gt;  6. วิธีการและเทคนิควิธีที่ใช้ในการสอน      &lt;/span&gt;&lt;/div&gt;&lt;div align="left"&gt;&lt;span style="font-family:courier new;"&gt;  7. ระดับหรือประเภทของการช่วยเหลือเป็นรายบุคคล      &lt;/span&gt;&lt;/div&gt;&lt;div align="left"&gt;&lt;span style="font-family:courier new;"&gt;  8. การปรับที่จำเป็นที่สุดและจะลดความสำคัญไม่ได้เลย คือ การปรับเกณฑ์การวัดผล&lt;/span&gt;&lt;/div&gt;&lt;span style="font-family:courier new;"&gt;&lt;div align="left"&gt;&lt;br /&gt;     &lt;em&gt;&lt;strong&gt;คำจำกัดความ&lt;/strong&gt;&lt;/em&gt;  &lt;/div&gt;&lt;div align="left"&gt;     &lt;/div&gt;&lt;div align="left"&gt;    &lt;strong&gt; การปรับ&lt;/strong&gt;   หมายความว่า  การคัดแปลงให้เหมาะสมหรือการปรับแต่งให้ใช้ประโยชน์ได้ดีขึ้น ไม่ว่าจะในด้านสภาพแวดล้อม ด้านการสอน หรือสื่อการสอน เพื่อที่จะส่งเสริมความสามารถในการเรียนหรือให้มีส่วนร่วมในกิจกรรม แม้เพียงบางส่วน ความมุ่งหมายของการปรับเปลี่ยนก็เพื่อช่วยชดเชยสิ่งที่ท้าทายความสามารถสติปัญญา ทางกายหรือพฤติกรรมของนักเรียน      การปรับเปลี่ยนช่วยให้นักเรียนได้ใช้ทักษะ ความสามารถปัจจุบันที่มีอยู่และในขณะเดียวกันก็ส่งเสริมการเรียนรู้ทักษะใหม่ ๆ ไปด้วย      การปรับหลักสูตรมีประโยชน์ในการลดความไม่สมดุลย์ระหว่างทักษะของนักเรียนกับสิ่งที่จะต้องเรียน&lt;/div&gt;&lt;div align="left"&gt;&lt;br /&gt;     &lt;strong&gt;&lt;em&gt;ปรับเพื่ออะไร และปรับอะไร&lt;/em&gt;&lt;/strong&gt;  &lt;/div&gt;&lt;div align="left"&gt; &lt;/div&gt;&lt;div align="left"&gt;     การปรับหลักสูตรจะเป็นคำตอบสำหรับปัญหาที่ว่านักเรียน ต้องเข้ามานั่งในชั้นเรียนปกติเฉยๆ เนื่องจากเรียนอย่างเพื่อไม่ได้ ให้กลายเป็นว่านักเรียนผู้นั้นสามารถมีส่วนร่วมในกิจกรรมการเรียนประจำวันได้เป็นปกติ  &lt;/div&gt;&lt;div align="left"&gt; &lt;/div&gt;&lt;div align="left"&gt;     การปรับหลักสูตรจะช่วยลดช่องว่างเรื่องความสามารถที่แตกต่างกันอย่างหลากหลาย&lt;/div&gt;&lt;div align="left"&gt;&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;การปรับหลักสูตรจะทำหน้าที่ดังนี้&lt;/strong&gt;            &lt;/div&gt;&lt;div align="left"&gt;  1. เพิ่มโอกาสให้นักเรียนได้เป็นผู้ริเริ่ม            &lt;/div&gt;&lt;div align="left"&gt;  2. ลดระดับนามธรรมของเนื้อหาในบทเรียน            &lt;/div&gt;&lt;div align="left"&gt;  3. ทำให้เนื้อหาที่เรียนสอดคล้องกับการดำรงชีวิตปัจจุบันและอนาคตของผู้เรียน&lt;/span&gt;&lt;/div&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/445151557367453948-7700820523450723712?l=dekspecial.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://dekspecial.blogspot.com/feeds/7700820523450723712/comments/default' title='ส่งความคิดเห็น'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://dekspecial.blogspot.com/2008/11/blog-post_2646.html#comment-form' title='0 ความคิดเห็น'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/445151557367453948/posts/default/7700820523450723712'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/445151557367453948/posts/default/7700820523450723712'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://dekspecial.blogspot.com/2008/11/blog-post_2646.html' title='การปรับเปลี่ยนเพื่อการจัดการศึกษาแบบเรียนรวม'/><author><name>chuch</name><uri>http://www.blogger.com/profile/08631974476770903474</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='32' height='30' src='http://2.bp.blogspot.com/_TAfiX4EhJH0/SRWyJ0gDS8I/AAAAAAAAABE/BxczlWnlRb0/S220/4.jpg'/></author><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-445151557367453948.post-3813929436276664075</id><published>2008-11-10T06:59:00.000-08:00</published><updated>2008-11-10T08:02:59.109-08:00</updated><title type='text'>ประเภทและลักษณะของเด็กที่มีความต้องการพิเศษ</title><content type='html'>&lt;div align="center"&gt;&lt;strong&gt;&lt;span style="font-family:arial;"&gt;ความรู้ทั่วไปเกี่ยวกับเด็กที่มีความต้องการพิเศษ&lt;/span&gt;&lt;/strong&gt;&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;div align="center"&gt;&lt;span style="font-family:Arial;"&gt;&lt;/span&gt;&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;div align="left"&gt;&lt;span style="font-family:courier new;"&gt;&lt;strong&gt;&lt;em&gt;ประเภทและลักษณะ&lt;br /&gt;&lt;/em&gt;&lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;การจัดแบ่งประเภทของเด็กที่มีความต้องการพิเศษ มักจะทำเพื่อเป็นการจัดให้สอดคล้องกับการจัดบริการ และให้การช่วยเหลือตามความเหมาะสม ซึ่งการจัดแบ่งประเภทจึงมีความแตกต่างกัน ดังนี้ &lt;/span&gt;&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;div align="left"&gt;&lt;span style="font-family:courier new;"&gt;&lt;/span&gt;&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;div align="left"&gt;&lt;span style="font-family:courier new;"&gt;&lt;em&gt;&lt;strong&gt;องค์การอนามัยโลก (WHO)ได้จัดแบ่งเด็กที่มีความต้องการพิเศษตามลักษณะไว้&lt;/strong&gt;&lt;/em&gt;&lt;/span&gt;&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;div align="left"&gt;&lt;span style="font-family:courier new;"&gt;&lt;em&gt;&lt;strong&gt;ดังนี้&lt;/strong&gt;&lt;/em&gt; &lt;/span&gt;&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;div align="left"&gt;&lt;span style="font-family:courier new;"&gt;1. แบ่งตามความบกพร่อง (Classification of Impairment) ได้แก่ &lt;/span&gt;&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;div align="left"&gt;&lt;span style="font-family:courier new;"&gt;1.1 บกพร่องทางสติปัญญาหรือความทรงจำ (Intelligence or Memory Impairment) &lt;/span&gt;&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;div align="left"&gt;&lt;span style="font-family:courier new;"&gt;1.2 บกพร่องทางจิตอื่น ๆ (Other Psychological Impairment) &lt;/span&gt;&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;div align="left"&gt;&lt;span style="font-family:courier new;"&gt;1.3 บกพร่องทางภาษาหรือการสื่อความหมาย (Language or Communication Impairment) &lt;/span&gt;&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;div align="left"&gt;&lt;span style="font-family:courier new;"&gt;1.4 บกพร่องทางการได้ยิน (Aural Impairment) &lt;/span&gt;&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;div align="left"&gt;&lt;span style="font-family:courier new;"&gt;1.5 บกพร่องทางการมองเห็น (Ocular Impairment) &lt;/span&gt;&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;div align="left"&gt;&lt;span style="font-family:courier new;"&gt;1.6 บกพร่องทางอวัยวะภายใน (Visceral Impairment) &lt;/span&gt;&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;div align="left"&gt;&lt;span style="font-family:courier new;"&gt;1.7 บกพร่องทางโครงกระดูก (Skeletal Impairment) &lt;/span&gt;&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;div align="left"&gt;&lt;span style="font-family:courier new;"&gt;1.8 บกพร่องทางประสาทสัมผัส (SensoryImpairment) &lt;/span&gt;&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;div align="left"&gt;&lt;span style="font-family:courier new;"&gt;1.9 อื่น ๆ &lt;/span&gt;&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;div align="left"&gt;&lt;span style="font-family:courier new;"&gt;&lt;/span&gt;&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;div align="left"&gt;&lt;span style="font-family:courier new;"&gt;2. แบ่งตามการไร้ความสามารถ (Classification of Disabilities) &lt;/span&gt;&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;div align="left"&gt;&lt;span style="font-family:courier new;"&gt;2.1 ไร้ความสามารถทางอุปนิสัย (Behavior Disabilities) &lt;/span&gt;&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;div align="left"&gt;&lt;span style="font-family:courier new;"&gt;2.2 ไร้ความสามารถทางการสื่อความหมาย (Communication Disabilities) &lt;/span&gt;&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;div align="left"&gt;&lt;span style="font-family:courier new;"&gt;2.3 ไร้ความสามารถทางการดูแลตนเอง (Personal Care Disabilities) &lt;/span&gt;&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;div align="left"&gt;&lt;span style="font-family:courier new;"&gt;2.4 ไร้ความสามารถทางการเคลื่อนไหว (Locomotor Disabilities) &lt;/span&gt;&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;div align="left"&gt;&lt;span style="font-family:courier new;"&gt;2.5 ไร้ความสามารถทางความคล่องแคล่วของอวัยวะ (Dexterity Disabilities) &lt;/span&gt;&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;div align="left"&gt;&lt;span style="font-family:courier new;"&gt;2.6 ไร้ความสามารถทางสิ่งแวดล้อม (Environmental Disabilities) 2.7 ไร้ความสามารถในบางสถานการณ์ (Situational Disabilities) 3. แบ่งตามการเสียเปรียบ (Classification of Handicap) 3.1 เสียเปรียบทางความสำนึก (Orientation Handicap) 3.2 เสียเปรียบทางกายไม่เป็นอิสระ ต้องพึ่งผู้อื่น (Physical Independence Handicap) 3.3 เสียเปรียบทางการเคลื่อนไว (Mobility Handicap) 3.4 เสียเปรียบทางด้านกิจกรรม (Occupation Handicap) 3.5 เสียเปรียบทางด้านสังคม (Social Integration Handicap) 3.6 เสียเปรียบทางสภาพเศรษฐกิจ (Economic Self- Sufficiency Handicap)&lt;br /&gt;คณะกรรมการร่วมขององค์การกองทุนเพื่อเด็กแห่งสหประชาชาติ หรือ ยูนิเซฟ (UNICEF) กับองค์การฟื้นฟูสมรรถภาพคนพิการระหว่างประเทศ ได้กำหนดประเภทของเด็กที่มีความต้องพิเศษ โดยอาศัยลักษณะของความพิการและปัญหาของเด็กเป็นเกณฑ์ คือ 1. ตาบอด 2. มองเห็นได้อย่างเลือนลาง หรือบางส่วน 3. มีความบกพร่องทางการได้ยิน 4. ปัญญาอ่อน 5. พิการเกี่ยวกับการเคลื่อนไหว ซึ่งเกิดจากความพิการทางสมอง ความพิการทางแขน ขา ลำตัว 6. มีความบกพร่องทางการพูด หรือ การใช้ภาษา 7. มีปัญหาการเรียนรู้เฉพาะด้าน 8. มีปัญหาทางพฤติกรรมต่าง ๆ 9. เรียนหนังสือได้ช้า 10. มีปัญหาความพิการซ้อน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;สำหรับทางการแพทย์ มีการจัดประเภทความต้องการพิเศษ เพื่อการบำบัดรักษาตามสภาพความพิการเป็นประเภทอย่างกว้าง ๆ ดังนี้ 1. ความพิการทางแขน ขา ลำตัว 2. ความพิการทางหู 3. ความพิการทางตา 4. ความพิการทางสติปัญญา 5. ความพิการทางอารมณ์และจิตใจ&lt;br /&gt;กองการศึกษาเพื่อคนพิการ กรมสามัญศึกษา กระทรวงศึกษาธิการ ได้กำหนดประเภทเด็กที่มีความต้องการพิเศษตามลักษณะที่ได้ดำเนินการจัดให้บริการทางการศึกษา โดยแบ่งเป็น 1. เด็กพิเศษประเภทตาบอด 2. เด็กพิเศษประเภทหูหนวก 3. เด็กพิเศษประเภทปัญญาอ่อน 4. เด็กพิเศษประเภทพิการทางร่างกาย รวมทั้งเด็กเจ็บป่วยเรื้อรังในโรงพยาบาล 5. เด็กขาดโอกาสที่จะเรียน หรือเด็กศึกษาสงเคราะห์ ได้แก่ เด็กชาวบ้าน ชาวเขา ชาวเรือ ชาวแพ ชาวเกาะ&lt;br /&gt;คณะอนุกรรมการโครงการการศึกษาพิเศษ โครงการพัฒนาศึกษาอาเซี่ยน ได้จัดประเภทเด็กที่มีความต้องการพิเศษที่จะให้บริการทางการศึกษาไว้ ดังนี้ 1. เด็กที่มีความบกพร่องทางการมองเห็น 2. เด็กที่มีความบกพร่องทางการได้ยิน 3. เด็กที่มีความบกพร่องทางสติปัญญา 4. เด็กที่มีความบกร่องทางร่างกายและสุขภาพ 5. เด็กที่มีปัญหาทางการเรียนรู้&lt;br /&gt;ตามพระราชบัญญัติการฟื้นฟูสมรรถภาพคนพิการ พ.ศ. 2534 แบ่งประเภทของบุคคลที่มีความต้องการพิเศษ เพื่อการจดทะเบียนและการฟื้นฟูสมรรถภาพไว้ คือ 1. คนพิการทางการเห็น 2. คนพิการทางการได้ยินหรือสื่อความหมาย 3. คนพิการทางกายหรือการเคลื่อนไหว 4. คนพิการทางจิตใจหรือพฤติกรรม 5. คนพิการทางสติปัญญาหรือการเรียนรู้&lt;br /&gt;&lt;/span&gt;&lt;a href="http://www.nrru.ac.th/web/Special_Edu/2-2.html#top"&gt;&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-family:courier new;"&gt;เด็กที่มีความบกพร่องทางสติปัญญา (Children with Intellectual Disabilities)&lt;/span&gt;&lt;a name="2"&gt;&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-family:courier new;"&gt;เด็กบกพร่องทางสติปัญญา หมายถึง เด็กที่มีระดับสติปัญญา หรือเชาว์ปัญญาต่ำกว่าเกณฑ์ เฉลี่ยเมื่อเทียบเด็กในระดับอายุเดียวกัน มี 2 กลุ่ม คือ 1. เด็กเรียนช้า หมายถึง เด็กที่มีความสามารถในการเรียนล่าช้ากว่าเด็กปกติ จัดเป็นพวกขาดทักษะในการเรียนรู้ หรือมีความบกพร่องทางสติปัญญาเพียงเล็กน้อย เด็กเหล่านี้จะมีระดับสติปัญญา (IQ) ประมาณ 71-90 2. เด็กปัญญาอ่อน หมายถึง เด็กที่มีภาวะพัฒนาการของจิตใจหยุดชะงัก หรือเจริญไม่เต็มที่ ซึ่งแสดงลักษณะเฉพาะ คือ มีระดับสติปัญญาต่ำ มีความสามารถในการเรียนรู้น้อย มีพัฒนาการทางกายล่าช้าไม่เหมาะสมกับวัย มีความสามารถจำกัดในการปรับตัวต่อสิ่งแวดล้อมและสังคม เด็กปัญญาอ่อนแบ่งตามระดับสติปัญญา (IQ) ได้ 4 กลุ่ม คือ 1. เด็กปัญญาอ่อนขนาดหนักมาก มีระดับสติปัญญาต่ำกว่า (IQ) 20 ลงไป 2. เด็กปัญญาอ่อนขนาดหนัก มีระดับสติปัญญา (IQ) ระหว่าง 20-34 3. เด็กปัญญาอ่อนขนาดปานกลาง มีระดับสติปัญญา (IQ) ระหว่าง 35-49 4. เด็กปัญญาอ่อนขนาดน้อย มีระดับสติปัญญา (IQ) ระหว่าง 50 -70 กลุ่มนี้พอจะเรียนในระดับประถมศึกษาได้ และสามารถฝึกอาชีพและงานง่าย ๆ ได้ เรียกโดยทั่ว ๆ ไปว่า E.M.R. (Educable Mentally Retarded)&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เด็กที่มีความพกพร่องทางการได้ยิน (Children with Hearing Impaired)&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เด็กบกพร่องทางการได้ยิน หมายถึง ผู้ที่มีความบกพร่อง หรือสูญเสียการได้ยิน เป็นเหตุให้การรับฟังเสียงต่าง ๆ ได้ไม่ชัดเจน มี 2 ประเภท คือ 1. เด็กหูตึง หมายถึง ผู้ที่สูญเสียการได้ยินถึงขนาดที่ทำให้มีความยากลำบากจนไม่สามารถเข้าใจคำพูดและการสนทนาได้ แต่ไม่ถึงกับหมดโอกาสที่จะเข้าใจภาษาพูดจากการได้ยินด้วยหูเพียงอย่างเดียว โดยไม่มี หรือไม่ใช้เครื่องช่วยฟัง แบ่งตามระดับการได้ยิน ซึ่งอาศัยเกณฑ์การพิจารณาอัตราความบกพร่องของหู โดยใช้ค่าเฉลี่ยการได้ยินที่ความถี่ 500, 1000 และ 2000 รอบต่อวินาที (เฮิร์ท: Hz) ในหูข้างที่ดีกว่า จำแนกได้ 4 กลุ่ม คือ 1.1 เด็กหูตึงระดับน้อย มีการได้ยินเฉลี่ยระหว่าง 26 -40 เดซิเบล (dB) 1.2 เด็กหูตึงระดับปานกลาง มีการได้ยินเฉลี่ย 41 - 55 เดซิเบล (dB) 1.3 เด็กหูตึงระดับมาก มีการได้ยินเฉลี่ยระหว่าง 56 - 70 เดซิเบล (dB) 1.4 เด็กหูตึงระดับรุนแรง มีการได้ยินเฉลี่ยระหว่าง 71 - 90 เดซิเบล (dB)&lt;br /&gt;2. เด็กหูหนวก หมายถึง เด็กที่สูญเสียการได้ยินมากถึงขนาดที่ทำให้หมดโอกาสที่จะเข้าใจภาษาพูดจากการได้ยินด้วยหูเพียงอย่างเดียว โดยไม่มีหรือมีเครื่องช่วยฟังจนเป้นเหตุให้ไม่สามารถเข้าใจหรือใช้ภาษาพูดได้ หากไม่ได้รับการฝึกฝนเป็นพิเศษ ถ้าวัดระดับการได้ยินแล้วจะมีการได้ยินตั้งแต่ 91 เดซิเบล (dB) ขึ้นไป&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;/span&gt;&lt;a href="http://www.nrru.ac.th/web/Special_Edu/2-2.html#top"&gt;&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-family:courier new;"&gt;เด็กที่มีความบกพร่องทางร่างกายและสุขภาพ (Children with Physical and Health Impairments)&lt;/span&gt;&lt;a name="2"&gt;&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-family:courier new;"&gt;เด็กบกพร่องทางร่างกายและสุขภาพ หมายถึง ผู้ที่มีอวัยวะไม่สมส่วน อวัยวะส่วนใด ส่วนหนึ่งหรือหลายส่วนหายไป กระดูกกล้ามเนื้อพิการ เจ็บป่วยเรื้อรังรุนแรงหรือเฉียบพลัน มีความพิการทางระบบประสาทสมอง มีความลำบากในการเคลื่อนไหวจนเป็นอุปสรรคต่อการศึกษาเล่าเรียน และทำกิจกรรมของเด็ก จำแนกได้ดังนี้ 1. อาการบกพร่องทางร่างกาย ที่มักพบบ่อย ได้แก่ 1.1 ซีพี หรือ ซีรีรัล พัลซี (C.P. : Cerebral Passy) หมายถึง การเป็นอัมพาตเนื่องจากระบบประสาทสมองพิการหรือเป็นผลมาจากสมองที่กำลังพัฒนาถูกทำลายก่อนคลอด อันเนื่องมาจากการขาดอากาศ ออกซิเจน ฯ เด็กซีพี มีความบกพร่องที่เกิดจากส่วนต่าง ๆ ของสมองแตกต่างกัน ที่พบส่วนใหญ่ คือ 1.1.1 อัมพาตเกร็งของแขนขา หรือครึ่งซีก (Spastic) 1.1.2 อัมพาตของลีลาการเคลื่อนไหวผิดปกติ (Athetoid) จะควบคุมการเคลื่อนไหวและบังคับไปในทิศทางที่ต้องการไม่ได้ 1.1.3 อัมพาตสูญเสียการทรงตัว (Ataxia) การประสานงานของอวัยวะไม่ดี 1.1.4 อัมพาตตึงแข็ง (Rigid) การเคลื่อนไหวแข็งช้า ร่างการมีการสั่นกระตุกอย่างบังคับไม่ได้ 1.1.5 อัมพาตแบบผสม (Mixed) 1.2 กล้ามเนื้ออ่อนแรง (Muscular Distrophy) เกิดจากประสาทสมองที่ควบคุมส่วนของกล้ามเนื้อส่วนนั้น ๆ เสื่อมสลายตัว โดยไม่ทราบสาเหตุ ทำให้กล้ามเนื้อแขนขาจะค่อย ๆ อ่อนกำลัง เด็กจะเดินหกล้มบ่อย 1.3 โรคทางระบบกระดูกกล้ามเนื้อ (Orthopedic) ที่พบบ่อย ได้แก่ 1.3.1 ระบบกระดูกกล้ามเนื้อพิการแต่กำเนิด เช่น เท้าปุก (Club Foot) กระดูกข้อสะโพกเคลื่อน อัมพาตครึ่งท่อนเนื่องจากกระดูกไขสันหลังส่วนล่างไม่ติด 1.3.2 ระบบกระดูกกล้ามเนื้อพิการด้วยโรคติดเชื้อ (Infection) เช่น วัณโรค กระดูกหลังโกง กระดูกผุ เป็นแผลเรื้อรังมีหนอง 1.3.3 กระดูกหัก ข้อเคลื่อน ข้ออักเสบ มีความพิการเนื่องจากไม่ได้รับการรักษาที่ถูกต้อง 1.4 โปลิโอ (Poliomyelitis) เกิดจากเชื้อไวรัสชนิดหนึ่งเข้าสู่ร่างกายทางปาก แล้วไปเจริญต่อมน้ำเหลืองในลำคอ ลำไส้เล็ก และเข้าสู่กระแสเลือดจนถึงระบบประสาทส่วนกลาง เมื่อเซลล์ประสาทบังคับกล้ามเนื้อถูกทำลาย แขนหรือขาจะไม่มีกำลังในการเคลื่อนไหว 1.5 แขนขาด้วนแต่กำเนิด (Limb Deficiency) รวมถึงเด็กที่เกิดมาด้วยลักษณะของอวัยวะที่มีความเจริญเติบโตผิดปกติ เช่น นิ้วมือติดกัน 3-4 นิ้ว มีแค่แขนท่อนบนต่อกับนิ้วมือ ไม่มีข้อศอก หรือเด็กที่แขนขาด้วนเนื่องจากประสบอุบัติเหตุ และการเกิดอันตรายในวัยเด็ก 1.6 โรคกระดูกอ่อน (Osteogenesis Imperfeta) เป็นผลทำให้เด็กไม่เจริญเติบโตสมวัย ตัวเตี้ย มีลักษณะของกระดูกผิดปกติ กระดูกยาวบิดเบี้ยวเห็นได้ชุดจากระดูกหน้าแข็ง 2. ความบกพร่องทางสุขภาพ ที่มักพบบ่อย ได้แก่ 2.1 โรคสมชัก (Epilepsy) เป็นลักษณะอาการที่เกิดเนื่องมาจากความผิดปกติของระบบสมองที่พบบ่อยมีดังนี้ 2.1.1 ลมบ้าหมู (Grand Mal) 2.1.2 การชักในช่วยเวลาสั้น ๆ (Petit Mal) 2.1.3 การชักแบบรุนแรง (Grand Mal) 2.1.4 อาการชักแบบพาร์ชัล คอมเพล็กซ์ (Partial Complex) 2.1.5 อาการไม่รู้สึกตัว (Focal Partial) 2.2 โรคระบบทางเดินหายใจโดยมีอาการเรื้อรังของโรคปอด (Asthma) เช่น หอบหืด วัณโรค ปอดบวม 2.3 โรคเบาหวานในเด็ก เกิดจากร่างกายไม่สามารถใช้กลูโคสได้อย่างปกติ เพราะขาดอินชูลิน 2.4 โรคข้ออักเสบรูมาตอย มีอาการปวดตามข้อเข่า ข้อเท้า ข้อศอก ข้อนิ้วมือ 2.5 โรคศีรษะโต เนื่องมาจากน้ำคั่งในสมอง ส่วนมากเป็นมาแต่กำเนิด ถ้าได้รับการวินิจฉัยโรคเร็วและรับการรักษาอย่างถูกต้องสภาพความพิการจะไม่รุนแรง เด็กสามารถปรับสภาพได้และมีพื้นฐานทางสมรรถภาพดีเช่นเด็กปกติ 2.6 โรคหัวใจ (Cardiac Conditions) ส่วนมากเป็นตั้งแต่กำเนิด เด็กจะตัวเล็กเติบโตไม่สมอายุ ซีดเซียว เหนื่อยหอบง่าย อ่อนเพลีย ไม่แข็งแรงตั้งแต่กำเนิด 2.7 โรคมะเร็ง (Cancer) ส่วนมากเป็นมะเร็งเม็ดโลหิต และเนื้องอกในดวงตา สมอง กระตูก และไต 2.8 บาดเจ็บแล้วเลือดไหลไม่หยุด (Hemophilia)&lt;br /&gt;&lt;/span&gt;&lt;a href="http://www.nrru.ac.th/web/Special_Edu/2-2.html#top"&gt;&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-family:courier new;"&gt;&lt;br /&gt;เด็กที่มีความบกพร่องทางการพูดและภาษา (Children with Speech and Language disorders)&lt;/span&gt;&lt;a name="3"&gt;&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-family:courier new;"&gt;การพูดและภาษาเป็นสิ่งที่มีความเกี่ยวเนื่องกัน ทั้งนี้เพราะการพูดเป็นการแสดงออกทางภาษา ดังนั้นเด็กบกพร่องทางการพูด และภาษา จึงหมายถึง ผู้ที่พูดไม่ชัด และลีลาจังหวะการพูดผิดปกติ ออกเสียงผิดเพี้ยน อวัยวะที่ใช้ในการพูดไม่สามารถเป็นไปตามลำดับขั้น การใช้อวัยวะเพื่อการพูดไม่เป็นไปดังที่ตั้งใจ คำพูดที่ยากหรือซับซ้อนหรือยาวจะยิ่งมีปัญหามากหรือมีอาการพูดและใช้ภาษาที่ผิดปกติ โดยการพูดนั้นเห็นได้ชัดว่าผิดแปลกไปจากการพูดของคนทั่วไป ทำให้ฟังไม่รู้เรื่อง สื่อความหมายต่อกันไม่ได้ หรือมีอากัปกิริยาที่ผิดปกติขณะพูด ซึ่งความบกพร่องทางการพูดและภาษาสามารถจำแนกได้ ดังนี้ คือ 1. ความผิดปกติด้านการออกเสียง 1.1 ออกเสียงผิดเพี้ยนไปจากมาตรฐานของภาษาเดิม เช่น พูดเสียงขึ้นจมูกเนื่องมาจากอิทธิพลของภาษาถิ่น 1.2 เพิ่มหน่วยเสียงเข้าในคำโดยไม่จำเป็น 1.3 เอาเสียงหนึ่งมาแทนอีกเสียงหนึ่ง เช่น กวาด -&gt; ฟาด 2. ความผิดปกติด้านจังหวะเวลาของการพูด เช่น การพูดรัว การพูดติดอ่าง 3. ความผิดปกติด้านเสียง 3.1 ระดับเสียง เช่น การพูดเสียงสูงเกินไป ต่ำเกินไป หรือพูดระดับเสียงเดียวกันหมด 3.2 ความดัง เช่น พูดเสียงดังมาก หรือเบามากจนเกินไป 3.3 คุณภาพของเสียง เช่น พูดเสียงแตกพร่า เสียงแหบ เสียงหอบ 4. ความผิดปกติทางการพูดและภาษาอันเนื่องมาจากพยาธิสภาพที่สมอง โดยทั่วไปเรียกว่า Dysphasia หรือ aphasia ที่ควรรู้ ได้แก่ 4.1 Motor aphasia (Expressive หรือ Broca's apasia) 4.2 Wemicke's aphasia (Sensory หรือ Receptive apasia) 4.3 Conduction aphasia 4.4 Nominal aphasia (Anomic aphasia) 4.5 Global aphasia 4.6 Sensory agraphia 4.7 Motor agraphia 4.8 Cortical alexia (Sensory alexia) 4.9 Motor alexia 4.10 Gerstmann's syndrome 4.11 Visual agnosia 4.12 Auditory agnosia&lt;br /&gt;&lt;/span&gt;&lt;a href="http://www.nrru.ac.th/web/Special_Edu/2-2.html#top"&gt;&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-family:courier new;"&gt;เด็กที่มีความบกพร่องทางพฤติกรรมและอารมณ์ (Children with behaviorally and Emotional disorders)&lt;/span&gt;&lt;a name="4"&gt;&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-family:courier new;"&gt;เด็กที่มีความบกพร่องทางพฤติกรรมและอารมณ์ (Children with behaviorally and Emotional disorders)เด็กบกพร่องทางพฤติกรรมและอารมณ์ หมายถึง ผู้ที่มีการควบคุมอารมณ์ให้อยู่ในสภาพปกติ เช่นคนปกตินาน ๆ ไม่ได้ หรือผู้ที่ควบคุมพฤติกรรมบางอย่างของตนเองไม่ได้ ซึ่งพฤติกรรมที่แสดงออกมานั้นไม่เป็นที่ยอมรับและพอใจของมาตรฐานความประพฤติปฏิบัติของสังคม ทำให้ไม่สามารถอยู่ร่วมกับผู้อื่นได้อย่างเรียบร้อย สอดคล้องกับสภาพการณ์ ซึ่งการจะจัดว่าใครมีความบกพร่องทางพฤติกรรม และอารมณ์ต้องคำนึงถึงองค์ประกอบต่าง ๆ ดังนี้ 1. สภาพแวดล้อม พฤติกรรมและอารมณ์ที่เป็นที่ยอมรับในสถานการณ์อย่างหนึ่ง 2. ความคิดเห็นของแต่ละบุคคล ความคิดเห็นของคนสองคนที่มีต่อพฤติกรรมอย่างเดียวกัน ย่อมไม่เหมือนกัน 3. เป้าหมายของแต่ละบุคคล ซึ่งเป้าหมายจะเป็นตัวกำหนดทำให้การมองพฤติกรรมเดียวกันของคนสองคนมองกันคนละแง่&lt;br /&gt;เด็กที่มีความบกพร่องทางพฤติกรรมและอารมณ์จะได้รับผลกระทบในลักษณะต่าง ๆ อาจจะเพียงข้อใดข้อหนึ่ง หรือหลายข้อก็ได้ และเป็นปัญหาที่เกิดขึ้นและมีมาเป็นเวลานานแล้วได้แก่ 1. ไม่สามารถเรียนหนังสือได้เช่นเด็กปกติ 2. ไม่สามารถรักษาความสัมพันธ์อันดีกับเพื่อนนักเรียนด้วยกัน หรือกับครูได้ 3. มีพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสม เมื่อเปรียบเทียบกับเด็กปกติอื่น ๆ ในวัยเดียวกัน 4. มีความคับข้องใจ และมีความเก็บกดอารมณ์ 5. แสดงอาการทางร่างกาย เช่น ปวดศรีษะ ปวดตามส่วนต่าง ๆของร่างกายหรือมีความหวาดกลัว&lt;br /&gt;เด็กที่มีความบกพร่องทางพฤติกรรม ซึ่งจัดว่ามีความรุนแรงมาก และกำลังได้รับความสนใจจากทางการแพทย์ ทางจิตวิทยา และทางการศึกษา ได้แก่ 1. เด็กสมาธิสั้น (Children with Attention Deficit and Hyperactivity Disorders) 2. เด็กออทิสติก (Autistic) หรือบางคนเรียกว่า ออทิสซึ่ม (Autisum)&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;/span&gt;&lt;a href="http://www.nrru.ac.th/web/Special_Edu/2-2.html#top"&gt;&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-family:courier new;"&gt;เด็กที่มีปัญหาทางการเรียนรู้ (Children with Learning Disabilities)&lt;/span&gt;&lt;a name="5"&gt;&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-family:courier new;"&gt;เด็กที่มีปัญหาทางการเรียนรู้ (Children with Learning Disabilities) เด็กที่มีปัญหาทางการเรียนรู้ หรือเรียกย่อๆ ว่า L.D. (Learning Disability) หมายถึง ผู้ที่มีปัญหาทางการเรียนรู้เฉพาะอย่าง โดยมีความบกพร่อง หรือปัญหาหนึ่ง หรือมากกว่าหนึ่งอย่าง ในกระบวนการทางจิตวิทยาทำให้เด็กเหล่านี้มีปัญหาทางการใช้ภาษา หรือการพูด การเขียน โดยจะแสดงออกมาในลักษณะของการนำไปปฏิบัติทั้งนี้ไม่นับรวมเด็กที่มีปัญหาเพียงเล็กน้อยทางการเรียน ซึ่งอาจมีสาเหตุมาจาก การขาดแรงเสริม ด้วยโอกาสทางสิ่งแวดล้อมและวัฒนธรรม หรือเป็นเพราะครูสอนไม่มีประสิทธิภาพ ด้วยเหตุนี้ในการพิจารณาเรื่องปัญหา ทางการเรียนรู้จึงต้องอาศัยลักษณะร่วมกันคือ เป็นผู้ที่มีระดับสติปัญญาปกติ หรือมีสติปัญญาอยู่ในช่วงเช่นเดียวกับเด็กปกติแต่ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนจะต่อกว่าปกติ และจะต้องไม่มีความพิการหรือความบกพร่องในด้านต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นด้านร่างกาย สุขภาพอนามัย ระบบประสาทการสัมผัสและวัฒนธรรมเข้ามาเกี่ยวข้อง&lt;br /&gt;เด็กออทิสตึก (Autistic) เด็กออทิสติก หรือบางครั้งเรียกว่า ออทิซึ่ม (Autism) หมายถึง เด็กที่มีความบกพร่องอย่างรุนแรงในการสื่อความหาย พฤติกรรม สังคม และความสามารถทางสติปัญญาในการรับรู้ อาการต่าง ๆ จะมีการเปลี่ยนแปลงไม่แน่นอนเป็นระยะ ๆ ไป เด็กออทิสติกแต่ละคนจะมีเอกลักษณ์ของตนเอง และย่อมแตกต่างไปจากเด็กคนอื่น ๆ ซึ่งเป็นเด็กออทิสติกเหมือนกัน ทั้งนี้เป็นเพราะอาการที่เป็นออทิสติกนั้นจะคงอยู่ติดตัวเด็กไปจนเป็นผู้ใหญ่จนตลอดทั้งชีวิต ไม่สามารถรักษาให้หายได้หากพิจารณาเปรียบเทียบด้านพัฒนาการของทักษะด้านต่าง ๆ ของเด็กออทิสติกใน 4 ด้าน คือ ด้านทักษะการเคลื่อนไหว ด้านทักษะการรับรู้เกี่ยวกับรูปทรง ขนาดและพื้นที่ ด้านทักษะภาษาและการสื่อความหมาย และด้านทักษะทางสังคม จะพบว่าเด็กออทิสติกจะมีพัฒนาการด้านภาษาและพัฒนาการด้านสังคมต่ำมาก แต่จะมีพัฒนาการด้านการเคลื่อนไหว ด้านการรับรู้รูปทรง ขนาดและพื้นที่โดยเฉลี่ยสูงถ้าความแตกต่างระหว่างทักษะด้านภาษา และสังคมยิ่งต่ำกว่า ทักษะด้านการเคลื่อนไหว และการรับรู้รูปทรงมากเท่าใดความเป็นไปได้ของออทิสติกก็ยิ่งสูงขึ้นเท่านั้น พัฒนาการที่ผิดปกตินี้ ก่อให้เกิดความเสียหายอย่างรุนแรงตลอดชีวิต ซึ่งปกติปรากฎในระยะ 3 ปี แรกของชีวิต&lt;br /&gt;เด็กพิการซ้อน (Children with Multiple Handicaps) เด็กบกพร่องซ้อน หมายถึง ผู้ที่มีความบกพร่องที่มากกว่าหนึ่งอย่าง เป็นเหตุให้เกิดปัญหาขัดข้องในการเรียนรู้อย่างมาก เช่น ปัญญาอ่อน-ตาบอด ปัญญาอ่อน-ร่างกายพิการ หูหนวก-ตาบอด ฯลฯ &lt;/span&gt;&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;div align="left"&gt;&lt;span style="font-family:courier new;"&gt;&lt;/span&gt;&lt;/div&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/445151557367453948-3813929436276664075?l=dekspecial.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://dekspecial.blogspot.com/feeds/3813929436276664075/comments/default' title='ส่งความคิดเห็น'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://dekspecial.blogspot.com/2008/11/blog-post_1146.html#comment-form' title='0 ความคิดเห็น'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/445151557367453948/posts/default/3813929436276664075'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/445151557367453948/posts/default/3813929436276664075'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://dekspecial.blogspot.com/2008/11/blog-post_1146.html' title='ประเภทและลักษณะของเด็กที่มีความต้องการพิเศษ'/><author><name>chuch</name><uri>http://www.blogger.com/profile/08631974476770903474</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='32' height='30' src='http://2.bp.blogspot.com/_TAfiX4EhJH0/SRWyJ0gDS8I/AAAAAAAAABE/BxczlWnlRb0/S220/4.jpg'/></author><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-445151557367453948.post-1828196348065659158</id><published>2008-11-10T06:53:00.000-08:00</published><updated>2008-11-10T06:55:26.077-08:00</updated><title type='text'>หน่วยงานรับผิดชอบการจัดการศึกษาเพื่อคนพิการ</title><content type='html'>&lt;div align="center"&gt;&lt;strong&gt;&lt;span style="font-family:arial;"&gt;หน่วยงานรับผิดชอบการจัดการศึกษาเพื่อคนพิการ&lt;/span&gt;&lt;/strong&gt;&lt;/div&gt;&lt;div align="center"&gt;&lt;strong&gt;&lt;span style="font-family:Arial;"&gt;&lt;/span&gt;&lt;/strong&gt; &lt;/div&gt;&lt;div align="left"&gt;&lt;span style="font-family:courier new;"&gt;     การพัฒนาคนพิการ เพื่อให้สามารถพึ่งตนเอง ดำรงชีวิตอยู่ในสังคม และทำประโยชน์ให้กับสังคม ประเทศชาติได้เต็มศักยภาพนั้น ต้องพิจารณาถึงความแตกต่างของคนพิการแต่ละวัย แต่ละประเภท และแต่ละบุคคล โดยจะต้องพัฒนาให้ครบทั้ง 4 ด้านหลักแบบองค์รวม คือ &lt;/span&gt;&lt;/div&gt;&lt;div align="left"&gt; &lt;/div&gt;&lt;div align="left"&gt;&lt;span style="font-family:courier new;"&gt;     &lt;em&gt;การบำบัดฟื้นฟูด้านการแพทย์ &lt;/em&gt;&lt;/span&gt;&lt;/div&gt;&lt;div align="left"&gt;&lt;span style="font-family:courier new;"&gt;&lt;em&gt;     การศึกษา &lt;/em&gt;&lt;/span&gt;&lt;/div&gt;&lt;div align="left"&gt;&lt;span style="font-family:courier new;"&gt;&lt;em&gt;     การฝึกอาชีพ &lt;/em&gt;&lt;/span&gt;&lt;/div&gt;&lt;div align="left"&gt;&lt;span style="font-family:courier new;"&gt;&lt;em&gt;     สวัสดิการและสังคม &lt;/em&gt;&lt;/span&gt;&lt;/div&gt;&lt;div align="left"&gt;&lt;span style="font-family:Courier New;"&gt;&lt;/span&gt; &lt;/div&gt;&lt;div align="left"&gt;&lt;span style="font-family:courier new;"&gt;     การดำเนินงานเพื่อพัฒนาแบบองค์รวมดังกล่าว จึงมีหลายหน่วยงานที่รับผิดชอบทั้งภาครัฐและเอกชน ซึ่งจะต้องบริหารจัดการในลักษณะเครือข่ายเชื่อมโยงกันอย่างต่อเนื่องสัมพันธ์กัน  &lt;/span&gt;&lt;/div&gt;&lt;div align="left"&gt;&lt;span style="font-family:Courier New;"&gt;&lt;/span&gt; &lt;/div&gt;&lt;div align="left"&gt;&lt;span style="font-family:courier new;"&gt;     กระทรวงศึกษาธิการ เป็นหน่วยงานของรัฐที่มีหน้าที่รับผิดชอบโดยตรงในการจัดการศึกษาเพื่อคนพิการ จึงได้กำหนดนโยบายและมอบหมายให้หน่วยงานในสังกัดทั้งส่วนกลาง และภูมิภาครวมกันรับผิดชอบ จัดการศึกษาให้สอดคล้องกับภารกิจของแต่ละกรม ดังนี้     &lt;/span&gt;&lt;/div&gt;&lt;div align="left"&gt;&lt;span style="font-family:courier new;"&gt;           &lt;/span&gt;&lt;/div&gt;&lt;div align="left"&gt;&lt;span style="font-family:courier new;"&gt;  1. ทุกกรมที่มีสถานศึกษารับผิดชอบจัดการเรียนร่วม ตามระดับการศึกษาที่แต่ละกรมรับผิดชอบ                &lt;/span&gt;&lt;/div&gt;&lt;div align="left"&gt;&lt;span style="font-family:Courier New;"&gt;&lt;/span&gt; &lt;/div&gt;&lt;div align="left"&gt;&lt;span style="font-family:courier new;"&gt;  2. ให้จัดการศึกษาพิเศษเฉพาะความพิการในโรงเรียนการศึกษาเฉพาะความพิการเท่าที่จำเป็น และส่งเสริมให้ภาคเอกชนร่วมจัดการศึกษาพิเศษเฉพาะความพิการ    &lt;/span&gt;&lt;/div&gt;&lt;div align="left"&gt;&lt;span style="font-family:courier new;"&gt;            &lt;/span&gt;&lt;/div&gt;&lt;div align="left"&gt;&lt;span style="font-family:courier new;"&gt;  3. กรมการศึกษานอกโรงเรียน ทำหน้าที่จัดการศึกษาให้คนพิการนอกระบบโรงเรียน ในหลักสูตรที่หลากหลายทั้งสายสามัญ และสายอาชีพตามความต้องการจำเป็นของคนพิการแต่ละบุคคล &lt;/span&gt;&lt;/div&gt;&lt;div align="left"&gt;&lt;span style="font-family:courier new;"&gt;               &lt;/span&gt;&lt;/div&gt;&lt;div align="left"&gt;&lt;span style="font-family:courier new;"&gt;  4. กรมที่ไม่มีสถานศึกษา ทำหน้าที่ส่งเสริมสนับสนุนให้การจัดการศึกษาเพื่อคนพิการสามารถจัดได้อย่างดี มีคุณภาพ และประสิทธิภาพ ตามนโยบายและภารกิจที่กระทรวงศึกษาธิการมอบหมาย  &lt;/span&gt;&lt;/div&gt;&lt;div align="left"&gt;&lt;span style="font-family:courier new;"&gt;              &lt;/span&gt;&lt;/div&gt;&lt;div align="left"&gt;&lt;span style="font-family:courier new;"&gt;  5. ให้ศูนย์การศึกษาพิเศษเขตและจังหวัด ประสานงานทั้งกับครอบครัว ชุมชน สถานศึกษาหรือสถานพยาบาล เพื่อใหคนพิการได้รับการพัฒนาแบบองค์กรวมตั้งแต่แรกเกิดหรือแรกพบความพิการ&lt;/span&gt;&lt;/div&gt;&lt;div align="center"&gt; &lt;/div&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/445151557367453948-1828196348065659158?l=dekspecial.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://dekspecial.blogspot.com/feeds/1828196348065659158/comments/default' title='ส่งความคิดเห็น'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://dekspecial.blogspot.com/2008/11/blog-post_5836.html#comment-form' title='0 ความคิดเห็น'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/445151557367453948/posts/default/1828196348065659158'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/445151557367453948/posts/default/1828196348065659158'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://dekspecial.blogspot.com/2008/11/blog-post_5836.html' title='หน่วยงานรับผิดชอบการจัดการศึกษาเพื่อคนพิการ'/><author><name>chuch</name><uri>http://www.blogger.com/profile/08631974476770903474</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='32' height='30' src='http://2.bp.blogspot.com/_TAfiX4EhJH0/SRWyJ0gDS8I/AAAAAAAAABE/BxczlWnlRb0/S220/4.jpg'/></author><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-445151557367453948.post-3891308895914266541</id><published>2008-11-10T06:51:00.000-08:00</published><updated>2008-11-10T06:53:11.320-08:00</updated><title type='text'>การจัดการศึกษานอกระบบและตามอัธยาศัย</title><content type='html'>&lt;div align="center"&gt;&lt;strong&gt;&lt;span style="font-family:arial;"&gt;การจัดการศึกษานอกระบบและตามอัธยาศัย&lt;/span&gt;&lt;/strong&gt;&lt;/div&gt;&lt;div align="center"&gt;&lt;strong&gt;&lt;span style="font-family:Arial;"&gt;&lt;/span&gt;&lt;/strong&gt; &lt;/div&gt;&lt;div align="left"&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-family:courier new;"&gt;     การจัดการศึกษาตามอัธยาศัยเพื่อคนพิการ เป็นการศึกษาที่จัดให้คนพิการได้เรียนรู้ด้วยตนเองตามความสนใจ หรือตามศักยภาพ ความพร้อม และโอกาสของคนพิการเอง หรือคนพิการที่ไม่อาจเรียนรู้หรือได้รับประโยชน์จากวิธีการเรียนด้วยระบบอื่นใด โดยศึกษาจากบุคคล ประสบการณ์สังคม สภาพแวดล้อม สื่อและแหล่งความรู้ต่าง ๆ การจัดทั้ง 2 รูปแบบนั้น มีหลักการร่วมกันคือ                &lt;/span&gt;&lt;/div&gt;&lt;div align="left"&gt;&lt;span style="font-family:courier new;"&gt;  1. ไม่กำหนดอายุ                &lt;/span&gt;&lt;/div&gt;&lt;div align="left"&gt;&lt;span style="font-family:courier new;"&gt;  2. หลักสูตร กิจกรรมการเรียนการสอนหลากหลายเหมาะสมกับความแตกต่าง ของคนพิการ                &lt;/span&gt;&lt;/div&gt;&lt;div align="left"&gt;&lt;span style="font-family:courier new;"&gt;  3. ส่งเสริมระบบเครือข่ายในการจัดการศึกษาเพื่อคนพิการ (www.rajabhatsped.com)&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;     &lt;strong&gt;&lt;em&gt;การจัดการศึกษานอกระบบและตามอัธยาศัย มีวัตถุประสงค์ คือ&lt;/em&gt;&lt;/strong&gt; &lt;/span&gt;&lt;/div&gt;&lt;div align="left"&gt;&lt;span style="font-family:courier new;"&gt;               &lt;/span&gt;&lt;/div&gt;&lt;div align="left"&gt;&lt;span style="font-family:courier new;"&gt;  1. เพื่อให้คนพิการได้รับโอกาสทางการศึกษาเต็มตามศักยภาพของแต่ละบุคคล                &lt;/span&gt;&lt;/div&gt;&lt;div align="left"&gt;&lt;span style="font-family:courier new;"&gt;  2. เพื่อให้คนพิการสามารถปรับตัวให้เข้ากับชุมชนและท้องถิ่น                &lt;/span&gt;&lt;/div&gt;&lt;div align="left"&gt;&lt;span style="font-family:courier new;"&gt;  3. เพื่อให้ครอบครัว ชุมชน องค์กรเอกชน และสังคมมีส่วนร่วมในการจัดการศึกษาเพื่อคนพิการ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;    &lt;em&gt; โดยแยกการจัดเป็น 3 กลุ่ม คือ&lt;/em&gt;                &lt;/span&gt;&lt;/div&gt;&lt;div align="left"&gt;&lt;span style="font-family:courier new;"&gt;  1. หน่วยงาน/องค์กรเอกชน                &lt;/span&gt;&lt;/div&gt;&lt;div align="left"&gt;&lt;span style="font-family:courier new;"&gt;  2. ครอบครัว/ชุมชน                &lt;/span&gt;&lt;/div&gt;&lt;div align="left"&gt;&lt;span style="font-family:courier new;"&gt;  3. ครูอาสาสมัครการศึกษานอกโรงเรียน &lt;/span&gt;&lt;/div&gt;&lt;div align="left"&gt;&lt;span style="font-family:courier new;"&gt;       &lt;/span&gt;&lt;/div&gt;&lt;div align="left"&gt;&lt;span style="font-family:courier new;"&gt;     สามารถปรับเปลี่ยนรูปแบบการเรียนของคนพิการได้ เมื่อผ่านการประเมินจากคณะกรรมการประเมินแผนการจัดการศึกษาเฉพาะบุคคล (IEP) จากการประสานงานระหว่าง &lt;/span&gt;&lt;/div&gt;&lt;div align="left"&gt;&lt;span style="font-family:courier new;"&gt;               &lt;/span&gt;&lt;/div&gt;&lt;div align="left"&gt;&lt;span style="font-family:courier new;"&gt;  1. ศูนย์การศึกษาพิเศษ                &lt;/span&gt;&lt;/div&gt;&lt;div align="left"&gt;&lt;span style="font-family:courier new;"&gt;  2. หน่วยงาน/องค์กร ครอบครัว/ชุมชน ครูอาสาสมัครการศึกษานอกโรงเรียน ที่จะจัดการศึกษาเพื่อคนพิการ                &lt;/span&gt;&lt;/div&gt;&lt;div align="left"&gt;&lt;span style="font-family:courier new;"&gt;  3. หน่วยงานที่จัดการศึกษานอกโรงเรียน (กรมการศึกษานอกโรงเรียน)&lt;/span&gt;&lt;/div&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/445151557367453948-3891308895914266541?l=dekspecial.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://dekspecial.blogspot.com/feeds/3891308895914266541/comments/default' title='ส่งความคิดเห็น'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://dekspecial.blogspot.com/2008/11/blog-post_3166.html#comment-form' title='0 ความคิดเห็น'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/445151557367453948/posts/default/3891308895914266541'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/445151557367453948/posts/default/3891308895914266541'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://dekspecial.blogspot.com/2008/11/blog-post_3166.html' title='การจัดการศึกษานอกระบบและตามอัธยาศัย'/><author><name>chuch</name><uri>http://www.blogger.com/profile/08631974476770903474</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='32' height='30' src='http://2.bp.blogspot.com/_TAfiX4EhJH0/SRWyJ0gDS8I/AAAAAAAAABE/BxczlWnlRb0/S220/4.jpg'/></author><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-445151557367453948.post-4365885030356389234</id><published>2008-11-10T06:45:00.000-08:00</published><updated>2008-11-10T06:51:05.266-08:00</updated><title type='text'>บทบาทหน้าที่ของศูนย์การศึกษาพิเศษ</title><content type='html'>&lt;div align="center"&gt;&lt;strong&gt;&lt;span style="font-family:arial;"&gt;บทบาทหน้าที่ของศูนย์การศึกษาพิเศษ&lt;/span&gt;&lt;/strong&gt;&lt;/div&gt;&lt;div align="center"&gt;&lt;strong&gt;&lt;span style="font-family:Arial;"&gt;&lt;/span&gt;&lt;/strong&gt; &lt;/div&gt;&lt;div align="left"&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-family:courier new;"&gt;&lt;em&gt;&lt;strong&gt;บทบาทหน้าที่ของศูนย์การศึกษาพิเศษแห่งชาติ (ฉบับร่าง) มีดังนี้&lt;/strong&gt;&lt;/em&gt;&lt;/span&gt;&lt;a name="4"&gt;&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-family:courier new;"&gt;&lt;br /&gt;  1. วางแผน จัดทำงบประมาณ และกำกับดูแลการจัดการศึกษาเพื่อคนพิการ        &lt;/span&gt;&lt;/div&gt;&lt;div align="left"&gt;&lt;span style="font-family:courier new;"&gt;  2. เป็นศูนย์กลางข้อมูล รวมทั้งจัดระบบขอมูลสารสนเทศด้านการศึกษาเพื่อคนพิการ        &lt;/span&gt;&lt;/div&gt;&lt;div align="left"&gt;&lt;span style="font-family:courier new;"&gt;  3. วิจัย และพัฒนาหลักสูตร รูปแบบการศึกษา สื่อ สิ่งอำนวยความสะดวก อุปกรณ์สำหรับคนพิการ        &lt;/span&gt;&lt;/div&gt;&lt;div align="left"&gt;&lt;span style="font-family:courier new;"&gt;  4. พัฒนาและฝึกอบรมบุคลากรที่จัดการศึกษาเพื่อคนพิาร        &lt;/span&gt;&lt;/div&gt;&lt;div align="left"&gt;&lt;span style="font-family:courier new;"&gt;  5. จัดระบบส่งต่อคนพิการ ประสานงานการจัดการศึกษาเพื่อคนพิการ        &lt;/span&gt;&lt;/div&gt;&lt;div align="left"&gt;&lt;span style="font-family:courier new;"&gt;  6. จัดระบบเทียบโอนการศึกษาสำหรับคนพิการ        &lt;/span&gt;&lt;/div&gt;&lt;div align="left"&gt;&lt;span style="font-family:courier new;"&gt;  7. จัดทำเกณฑ์มาตรฐาน คุณภาพการศึกษาสำหรับคนพิการ        &lt;/span&gt;&lt;/div&gt;&lt;div align="left"&gt;&lt;span style="font-family:courier new;"&gt;  8. กำกับดูแลการดำเนินงานของศูนย์การศึกษาพิเศษเขตการศึกษา ศูนย์การศึกษาพิเศษ (เพื่อคนพิการ) ประจำจังหวัด โรงเรียนเฉพาะความพิการและหน่วยงานที่จัดการศึกษาสำหรับเด็กพิการ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;em&gt;&lt;strong&gt;บทบาทหน้าที่ของศูนย์การศึกษาพิเศษเพื่อคนพิการเขตการศึกษา&lt;/strong&gt;&lt;/em&gt; &lt;em&gt;&lt;strong&gt;(ฉบับร่าง)&lt;/strong&gt;&lt;/em&gt;&lt;/span&gt;&lt;a name="5"&gt;&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-family:courier new;"&gt;&lt;br /&gt;  1. วางแผน กำหนดนโยบายแผนงานการจัดการศึกษาพิเศษ ให้สอดคล้องกับนโยบายการจัดการศึกษาเพื่อคนพิการแห่งชาติ        &lt;/span&gt;&lt;/div&gt;&lt;div align="left"&gt;&lt;span style="font-family:courier new;"&gt;  2. เป็นศูนย์ข้อมูล รวมทั้งจัดระบบข้อมูลสารสนเทศด้านการศึกษาเพื่อคนพิการ ระดับเขตการศึกษา        &lt;/span&gt;&lt;/div&gt;&lt;div align="left"&gt;&lt;span style="font-family:courier new;"&gt;  3. วิจัยและพัฒนาหลักสูตร รูปแบบการศึกษา สื่อ สิ่งอำนวยความสะดวก อุปกรณ์สำหรับคนพิการทุกประเภท        &lt;/span&gt;&lt;/div&gt;&lt;div align="left"&gt;&lt;span style="font-family:courier new;"&gt;  4. พัฒนาและฝึกอบรมบุคลากรที่จัดการศึกษาเพื่อคนพิการ        &lt;/span&gt;&lt;/div&gt;&lt;div align="left"&gt;&lt;span style="font-family:courier new;"&gt;  5. จัดระบบส่งต่อคนพิการ ประสานงานและกำกับดูแลการจัดการศึกษาเพื่อคนพิการในเขตพื้นที่        &lt;/span&gt;&lt;/div&gt;&lt;div align="left"&gt;&lt;span style="font-family:courier new;"&gt;  6. นิเทศ ติดตามประเมินผลการจัดการศึกษาเพื่อคนพิการ        &lt;/span&gt;&lt;/div&gt;&lt;div align="left"&gt;&lt;span style="font-family:courier new;"&gt;  7. ทำหนาที่ศูนย์การศึกษาพิเศษ (เพื่อคนพิการ) ประจำจังหวัดในจังหวัดที่ตั้ง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;em&gt;&lt;strong&gt;นโยบายหน้าทีของศูนย์การศึกษาพิเศษเพื่อคนพิการประจำจังหวัด (ฉบับร่าง)&lt;br /&gt;&lt;/strong&gt;&lt;/em&gt;&lt;br /&gt;  1. นำนโยบายไปสู่การปฏิบัติ        &lt;/span&gt;&lt;/div&gt;&lt;div align="left"&gt;&lt;span style="font-family:courier new;"&gt;  2. จัดทำและจัดสรรงบประมาณให้แก่สถานศึกษา        &lt;/span&gt;&lt;/div&gt;&lt;div align="left"&gt;&lt;span style="font-family:courier new;"&gt;  3. เป็นศูนย์ข้อมูล รวมทั้งจัดระบบข้อมูลสารสนเทศด้านการศึกษาเพื่อคนพิการในพื้นที่        &lt;/span&gt;&lt;/div&gt;&lt;div align="left"&gt;&lt;span style="font-family:courier new;"&gt;  4. ประสานงานด้านการศึกษาเพื่อคนพิการกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง        &lt;/span&gt;&lt;/div&gt;&lt;div align="left"&gt;&lt;span style="font-family:courier new;"&gt;  5. ให้บริการช่วยเหลือระยะแรกเริ่มและการเตรียมความพร้อมคนพิการ        &lt;/span&gt;&lt;/div&gt;&lt;div align="left"&gt;&lt;span style="font-family:courier new;"&gt;  6. จัดระบบส่งต่อคนพิการและสร้างเครือข่ายการทำงานกับสถานศึกษา โรงเรียนและชุมชนในพื้นที่        &lt;/span&gt;&lt;/div&gt;&lt;div align="left"&gt;&lt;span style="font-family:courier new;"&gt;  7. จัดระบบสนับสนุนการเรียนการสอน จัดสื่อ สิ่งอำนวยความสะดวก        &lt;/span&gt;&lt;/div&gt;&lt;div align="left"&gt;&lt;span style="font-family:courier new;"&gt;  8. ส่งเสริม ประสานและร่วมจัดทำแผนการจัดการศึกษาเฉพาะบุคคลให้แก่คนพิการ        &lt;/span&gt;&lt;/div&gt;&lt;div align="left"&gt;&lt;span style="font-family:courier new;"&gt;  9. จัดทำรายงานการจัดการศึกษาคนพิการในจังหวัด&lt;/span&gt;&lt;/div&gt;&lt;div align="left"&gt;&lt;span style="font-family:Courier New;"&gt;&lt;/span&gt; &lt;/div&gt;&lt;div align="left"&gt;&lt;strong&gt;&lt;em&gt;&lt;span style="font-family:courier new;"&gt;             ศูนย์การศึกษาพิเศษของสถาบันราชภัฎ ซึ่งในปัจจุบันมี 6 แห่ง (&lt;a href="http://www.rajabhatsped.com)คือ/"&gt;www.rajabhatsped.com)คือ&lt;/a&gt; สถาบันราชภัฎสวนดุสิต กรุงเทพมหานคร สถาบันราชภัฎเชียงใหม่ สถาบันราชภัฎมหาสารคาม สถาบันราชภัฎพิบูลสงคราม จังหวัดพิษณุโลก สถาบันราชภัฎสงขลา และ สถาบันราชภัฎนครราชสีมา ทำหน้าที่ดังนี้   &lt;/span&gt;&lt;/em&gt;&lt;/strong&gt;&lt;/div&gt;&lt;div align="left"&gt;&lt;strong&gt;&lt;em&gt;&lt;span style="font-family:courier new;"&gt;             &lt;/span&gt;&lt;/em&gt;&lt;/strong&gt;&lt;/div&gt;&lt;div align="left"&gt;&lt;em&gt;&lt;span style="font-family:courier new;"&gt;&lt;strong&gt;  &lt;/strong&gt;1. ผลิตครูการศึกษาพิเศษ                &lt;/span&gt;&lt;/em&gt;&lt;/div&gt;&lt;div align="left"&gt;&lt;em&gt;&lt;span style="font-family:courier new;"&gt;  2. งานวิจัยและพัฒนา                &lt;/span&gt;&lt;/em&gt;&lt;/div&gt;&lt;div align="left"&gt;&lt;em&gt;&lt;span style="font-family:courier new;"&gt;  3. ให้บริการช่วยเหลือระยะแรกเริ่ม                &lt;/span&gt;&lt;/em&gt;&lt;/div&gt;&lt;div align="left"&gt;&lt;em&gt;&lt;span style="font-family:courier new;"&gt;  4. การให้บริการแก่นักศึกษาพิการเรียนร่วมระดับอุดมศึกษา                  &lt;/span&gt;&lt;/em&gt;&lt;/div&gt;&lt;div align="left"&gt;&lt;em&gt;&lt;span style="font-family:courier new;"&gt;  5. การจัดการศึกษาระดับปฐมวัย และสนับสนุนการเรียนร่วม                &lt;/span&gt;&lt;/em&gt;&lt;/div&gt;&lt;div align="left"&gt;&lt;em&gt;&lt;span style="font-family:courier new;"&gt;  6. การฟื้นฟูสมรรถภาพคนพิการในชุมชน&lt;/span&gt;&lt;/em&gt;&lt;/div&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/445151557367453948-4365885030356389234?l=dekspecial.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://dekspecial.blogspot.com/feeds/4365885030356389234/comments/default' title='ส่งความคิดเห็น'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://dekspecial.blogspot.com/2008/11/blog-post_1829.html#comment-form' title='0 ความคิดเห็น'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/445151557367453948/posts/default/4365885030356389234'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/445151557367453948/posts/default/4365885030356389234'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://dekspecial.blogspot.com/2008/11/blog-post_1829.html' title='บทบาทหน้าที่ของศูนย์การศึกษาพิเศษ'/><author><name>chuch</name><uri>http://www.blogger.com/profile/08631974476770903474</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='32' height='30' src='http://2.bp.blogspot.com/_TAfiX4EhJH0/SRWyJ0gDS8I/AAAAAAAAABE/BxczlWnlRb0/S220/4.jpg'/></author><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-445151557367453948.post-8193600415895363095</id><published>2008-11-10T06:38:00.001-08:00</published><updated>2008-11-10T06:58:54.367-08:00</updated><title type='text'>ระบบการจัดการศึกษาสำหรับคนพิการ</title><content type='html'>&lt;a href="http://1.bp.blogspot.com/_TAfiX4EhJH0/SRhIXaEhbPI/AAAAAAAAABk/8WpTqgcR3h0/s1600-h/1.jpg"&gt;&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;&lt;div align="center"&gt;&lt;strong&gt;&lt;span style="font-family:arial;"&gt;ระบบการจัดการศึกษาสำหรับคนพิการ&lt;/span&gt;&lt;/strong&gt;&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;div align="left"&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-family:courier new;"&gt;     ในปี พ.ศ. 2542 กระทรวงศึกษาธิการ ได้ประกาศนโยบายปีการศึกษาเพื่อคนพิการขึ้นโดยมีคำขวัญว่า ""คนพิการทุกคนที่อยากเรียนต้องได้เรียน"" รวมทั้งได้มีการจัดระบบโครงสร้างการจัดการศึกษาเพื่อคนพิการ เพื่อขยายโอกาสให้กับคนพิการทุกกลุ่ม ทุกประเภท และปรับปรุงระบบการบริหารจัดการศึกษาเพื่อคนพิการให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น ซึ่งสรุปได้ดังนี้ &lt;/span&gt;&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;div align="left"&gt;&lt;span style="font-family:courier new;"&gt;1. การจัดให้มีคณะกรรมการระดับชาติทำหน้าที่กำกับดูแลการจัดการศึกษาเพื่อคนพิการ ซึ่งได้แก่ คณะอนุกรรมการจัดการศึกษาเพื่อคนพิการ &lt;/span&gt;&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;div align="left"&gt;&lt;span style="font-family:courier new;"&gt;2. การจัดให้มีศูนย์การศึกษาพิเศษแห่งชาติ ทำหน้าที่บริหารจัดการการศึกษาเพื่อคนพิการ &lt;/span&gt;&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;div align="left"&gt;&lt;span style="font-family:courier new;"&gt;3. การจัดให้มีศูนย์การศึกษาพิเศษเขตการศึกษา จำนวน 13 เขต ทำหน้าที่นำนโยบายไปสู่การปฏิบัติ และการดูแลงานวิชาการศึกษาพิเศษ &lt;/span&gt;&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;div align="left"&gt;&lt;span style="font-family:courier new;"&gt;4. การจัดให้มีศูนย์การศึกษาพิเศษประจำจังหวัด ทำหน้าที่ให้บริการช่วยเหลือในระยะแรกเริ่ม(EI)แก่เด็กพิการและครอบครัว และเตรียมความพร้อมแก่คนพิการ รวมทั้งการดำเนินการคัดแยก ฟื้นฟูและส่งต่อคนพิการไปยังสถานศึกษา &lt;/span&gt;&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;div align="left"&gt;&lt;span style="font-family:courier new;"&gt;5. การจัดให้มีการเรียนร่วมในทุกสังกัดและทุกระดับการศึกษาทั้งในสถานศึกษาของภาครัฐและเอกชน &lt;/span&gt;&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;div align="left"&gt;&lt;span style="font-family:courier new;"&gt;6. การจัดโรงเรียนการศึกษาพิเศษเฉพาะความพิการ &lt;/span&gt;&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;div align="left"&gt;&lt;span style="font-family:courier new;"&gt;7. การจัดการศึกษานอกระบบ &lt;/span&gt;&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;div align="left"&gt;&lt;span style="font-family:courier new;"&gt;8. การจัดการศึกษาโดยองค์กรเอกชน ชุมชนและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง &lt;/span&gt;&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;div align="left"&gt;&lt;span style="font-family:courier new;"&gt;9. การจัดการสนับสนุนเพื่อการศึกษาตามอัธยาศัย &lt;/span&gt;&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;div align="left"&gt;&lt;span style="font-family:courier new;"&gt;10. การสนับสนุนให้คนพิการได้รับสื่อ สิ่งอำนวยความสะดวก บริการและความช่วยเหลืออื่นทางการศึกษา&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;&lt;em&gt;การจัดการศึกษาเพื่อคนพิการ&lt;/em&gt;&lt;/strong&gt;&lt;/span&gt;&lt;a name="2"&gt;&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-family:courier new;"&gt;&lt;br /&gt;คนพิการสามารถรับการศึกษาได้ทั้งการศึกษาในระบบ การศึกษานอกระบบ และการศึกษาตามอัธยาศัย โดยมีการจัดที่สำคัญอย่างน้อย 6 แบบหลัก ดังนี้ &lt;/span&gt;&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;div align="left"&gt;&lt;span style="font-family:courier new;"&gt;1. การเรียนร่วม &lt;/span&gt;&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;div align="left"&gt;&lt;span style="font-family:courier new;"&gt;2. โรงเรียนศึกษาพิเศษเฉพาะความพิการ &lt;/span&gt;&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;div align="left"&gt;&lt;span style="font-family:courier new;"&gt;3. การจัดในครอบครัว &lt;/span&gt;&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;div align="left"&gt;&lt;span style="font-family:courier new;"&gt;4. การจัดโดยชุมชน &lt;/span&gt;&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;div align="left"&gt;&lt;span style="font-family:courier new;"&gt;5. การจัดในสถานพยาบาล &lt;/span&gt;&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;div align="left"&gt;&lt;span style="font-family:courier new;"&gt;6. การจัดในศูนย์การศึกษาพิเศษ &lt;/span&gt;&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;div align="left"&gt;&lt;span style="font-family:courier new;"&gt;7. การจัดการศึกษานอกโรงเรียนและการศึกษาตามอัธยาศัย&lt;br /&gt;&lt;/span&gt;&lt;a href="http://www.nrru.ac.th/web/Special_Edu/1-1.html#top"&gt;&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-family:courier new;"&gt;&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;&lt;em&gt;การเรียนร่วม&lt;/em&gt;&lt;/strong&gt;&lt;/span&gt;&lt;a name="3"&gt;&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-family:courier new;"&gt;&lt;br /&gt;การเรียนร่วม หมยถึงการจัดให้เด็กที่มีความต้องการพิเศษและเด็กพิการเข้าไปในระบบการศึกษาทั่วไป มีการร่วมกิจกรรมและใช้ช่วงเวลาช่วงใดช่วงหนึ่งในแต่ละวันระหว่างเด็กที่มีความต้องการพิเศษและเด็กพิการกับเด็กทั่วไป การเรียนร่วม ในแนวคิดใหม่ เป็นความร่วมมือและรับผิดชอบร่วมกัน (Collaboration) ระหว่างครูทั่วไปและครูการศึกษาพิเศษในโรงเรียน เพื่อดำเนินกิจกรรมการเรียนการสอนและบริการต่าง ๆ ให้กับนักเรียนในความดูแล การเรียนร่วม อาจจัดได้ในลักษณะต่าง ๆ ดังนี้ &lt;/span&gt;&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;div align="left"&gt;&lt;span style="font-family:courier new;"&gt;1. ชั้นเรียนปกติเต็มวัน &lt;/span&gt;&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;div align="left"&gt;&lt;span style="font-family:courier new;"&gt;2. ชั้นเรียนปกติเต็มวันและบริการปรึกษาหารือ &lt;/span&gt;&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;div align="left"&gt;&lt;span style="font-family:courier new;"&gt;3. ชั้นเรียนปกติเต็มวันและบริการครูเดินสอน &lt;/span&gt;&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;div align="left"&gt;&lt;span style="font-family:courier new;"&gt;4. ชั้นเรียนปกติเต็มวันและบริการสอนเสริม &lt;/span&gt;&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;div align="left"&gt;&lt;span style="font-family:courier new;"&gt;5. ชั้นเรียนพิเศษและชั้นเรียนปกติ &lt;/span&gt;&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;div align="left"&gt;&lt;span style="font-family:courier new;"&gt;6. ชั้นเรียนพิเศษในโรงเรียนปกติ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;&lt;em&gt;โรงเรียนพิเศษเฉพาะความพิการ&lt;/em&gt;&lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เป็นการจัดการศึกษาในรูปแบบของโรงเรียนศึกษาพิเศษ เฉพาะประเภทความพิการแต่ละประเภทโดยจัดในทุกระดับตั้งแต่ชั้นเรยนเตรียมความพร้อมก่อนประถมศึกษา ประถมศึกษา และมัธยมศึกษา มีทั้งการศึกษาสายสามัญ และสายอาชีพ มีการจัดทำหลักสูตรเฉพาะประเภทความพิการที่สอดคล้องกับความต้องการจำเป็นของแต่ละกลุ่ม มีการจัดทำโปรแกรมการศึกษาเฉพาะบุคคล การมีบุคลากรที่เชี่ยวชาญ รวมทั้งมีสื่อ เทคโนโลยี สิ่งอำนวยความสะดวก และบริการที่เพียงพอและมีคุณภาพ &lt;/span&gt;&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;div align="left"&gt;&lt;span style="font-family:courier new;"&gt;1. การจัดในครอบครัว &lt;/span&gt;&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;div align="left"&gt;&lt;span style="font-family:courier new;"&gt;2. การจัดโดยชุมชน &lt;/span&gt;&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;div align="left"&gt;&lt;span style="font-family:courier new;"&gt;3. การจัดในสถานพยาบาล &lt;/span&gt;&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;div align="left"&gt;&lt;span style="font-family:courier new;"&gt;4. การจัดในศูนย์การศึกษาพิเศษ&lt;/span&gt;&lt;a name="1"&gt;&lt;/a&gt;&lt;/div&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/445151557367453948-8193600415895363095?l=dekspecial.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://dekspecial.blogspot.com/feeds/8193600415895363095/comments/default' title='ส่งความคิดเห็น'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://dekspecial.blogspot.com/2008/11/blog-post_9134.html#comment-form' title='0 ความคิดเห็น'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/445151557367453948/posts/default/8193600415895363095'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/445151557367453948/posts/default/8193600415895363095'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://dekspecial.blogspot.com/2008/11/blog-post_9134.html' title='ระบบการจัดการศึกษาสำหรับคนพิการ'/><author><name>chuch</name><uri>http://www.blogger.com/profile/08631974476770903474</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='32' height='30' src='http://2.bp.blogspot.com/_TAfiX4EhJH0/SRWyJ0gDS8I/AAAAAAAAABE/BxczlWnlRb0/S220/4.jpg'/></author><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-445151557367453948.post-4324440089908918943</id><published>2008-11-10T06:30:00.000-08:00</published><updated>2008-11-10T06:38:26.552-08:00</updated><title type='text'>วิวัฒนาการเกี่ยวกับการจัดการศึกษาเพื่อเด็กที่มีความต้องการพิเศษ</title><content type='html'>&lt;div align="center"&gt;&lt;span style="font-family:arial;"&gt;&lt;strong&gt;วิวัฒนาการเกี่ยวกับการจัดการศึกษาเพื่อเด็กที่มีความต้องการพิเศษ&lt;/strong&gt;&lt;/span&gt;&lt;/div&gt;&lt;div align="center"&gt;&lt;strong&gt;&lt;span style="font-family:Arial;"&gt;&lt;/span&gt;&lt;/strong&gt; &lt;/div&gt;&lt;strong&gt;&lt;span style="font-family:Arial;"&gt;&lt;/span&gt;&lt;/strong&gt;&lt;div align="left"&gt;&lt;span style="font-family:courier new;"&gt;     ในระบบการจัดการศึกษาแต่เดิมจะจัดรูปแบบเดียว คือ การศึกษาปกติทั่วไป (Regular Education) ซึ่งแต่เดิมไม่ได้มีคนคำนึงถึงเด็กพิการหรือเด็กที่ไม่สามารถเรียนรู้ได้ในระบบปกติทั่วไป แต่ต่อมามีกลุ่มเด็กพิการที่นักการศึกษาเห็นว่าสามารถให้การศึกษาได้ จึงได้จัดเป็นโรงเรียนพิเศษเฉพาะความพิการให้กับกลุ่มเด็กพิการเหล่านั้น จึงได้มีกำเนิดการศึกษาพิเศษ (Special Education) ขึ้น เมื่อจัดการศึกษาพอเศษให้เป็นระยะเวลาหนึ่ง มีกลุ่มนักการศึกษาได้พิจารณาเห็นว่า เด็กพิการกลุ่มหนึ่งสามารถพัฒนาได้มาก ได้มีการทดลองให้เด็กพิการเข้าไปเรียนร่วมในโรงเรียนทั่วไป และเกิดวิธีการจัดการศึกษาแบบเรียนร่วม เรียกว่า การเรียนร่วม (Integrated Education หรือ Mainstreaming) จากคำจำกัดความของการเรียนร่วมและแนวทางการจัดการเรียนร่วมนี้ มีประเด็นสาระสำคัญอยู่ 2 ประเด็ก คือ ข้อที่ 1 โรงเรียนการศึกษาพิเศษ ต้องเตรียมเด็กที่มีความต้องการพิเศษให้พร้อมที่จะเข้าเรียนร่วมได้ หมายถึง เด็กจะต้องมีพัฒนาการเท่าเทียมกับเด็กปกติทั่วไปทุกประการจึงจะได้รับโอกาสให้เข้าเรียนร่วมโดยทางโรงเรียนจะมองว่า เด็กมีปัญหาจึงต้องปรับและเตรียมที่เด็ก ข้อที่ 2 โรงเรียนและชั้นเรียนปกติทั่วไปไม่จำเป็นต้องปรับเปลี่ยน หลักสูตร เทคนิคการสอน การประเมิน ฯลฯ โรงเรียนเพียงแต่จัดบริการสนับสนุนช่วยเหลือเพิ่มเติมฉะนั้นหากเด็กได้เข้าเรียนในโรงเรียนที่ผู้บริการและครูเข้าใจก็จะได้รับโอกาสให้เข้าเรียนร่วมและได้รับการสนับสนุน แต่หากเด็กไปเข้าเรียนในโรงเรียนที่ผู้บริหารและครูไม่เข้าใจ เด็กก็จะขาดโอกาสที่จะไดรับการสนับสนุนช่วยเหลือให้สามารถเรียนรู้เพื่อพัฒนาศักยภาพให้ได้สูง การศึกษาแบบเรียนรวม คือ การศึกษาสำหรับทุกคนโดยรับเข้ามาเรียนรวมกัน ตั้งแต่เริ่มเข้ารับการศึกษาและจัดให้มีบริการพิเศษตามความต้องการของแต่ละบุคคล และยังให้คำจำกัดคามเป็นภาษาอังกฤษ เพื่อสื่อสารกับประเทศต่างๆ ไว้ดังนี้ &lt;/span&gt;&lt;/div&gt;&lt;div align="left"&gt;&lt;span style="font-family:Courier New;"&gt;&lt;/span&gt; &lt;/div&gt;&lt;div align="left"&gt;&lt;span style="font-family:courier new;"&gt;"Inclusive Education is Education for all, It involves receiving people at the beginning of their education, with provision of additional services needed by each individual" การจัดการศึกษาพิเศษในประเทศไทยมีความเป็นมาตามลำดับ ดังนี้ พ.ศ. 2478 การตราพระราชบัญญัติประถมศึกษาภาคบังคับ ประกายยกเว้นให้เด็ก พิการไม่ต้อง เข้าเรียน พ.ศ. 2482 นางสาวเจนีวีฟ คอลฟิลด์ (พ.ศ. 2431 - 2515) สตรีตาบอดชาวอเมริกันเริ่มก่อตั้ง โรงเรียนสอนคนตาบอด กรุงเทพมหานคร พร้อมกับได้มีคณะบุคคลร่วมจัดตั้งมูลนิธิช่วยคนตาบอดแห่งประเทศไทยในพระบรมราชินูปถัมภ์ พ.ศ. 2494 กระทรวงศึกษาธิการเรียนการสอนให้แก่เด็กพิการประเภทต่าง ๆ ได้แก่ เรียนช้า ตาบอด หูหนวก ร่างกายพิการ และเจ็บป่วยเรื้อรัง โดยทดลองเปิดโครงการ และโรงเรียนพิเศษเฉพาะความพิการ โดยกรมสามัญศึกษาจัดตั้งหน่วยทดลองสอนเยาวชนหูหนวก 1 ห้อง เรียนในโรงเรียนเทศบาล 17 วัดโสมนัสวิหาร กรุงเทพฯ พ.ศ. 2495 มีการจัดตั้ง มูลนิธิเศรษฐเสถียร ขึ้นเพื่อร่วมมือกับกระทรวงศึกษาธิการเปิดเป็นโรงเรียนสอนคนหูหนวกในปีต่อมา และเปลี่ยนชื่อมูลนิธิเดิมเป็น มูลนิธิอนุเคราะห์คนหูหนวก แทน โดยใช้ที่ดินพร้อมอาคารตึกของคุณหญิงโต๊ะ นรเนติบัญชากิจ บริจาคเป็นสถานที่เรียน ปัจจุบันโรงเรียนได้เปลี่ยนชื่อเป็น โรงเรียนเศรษฐเสถียร และในปี พ.ศ. 2507 สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิต์พระบรมราชินีนาถได้โปรดเกล้าฯ ทรงรับมูลนิธิอนุเคราะห์คนหูหนวกไว้ในพระบรมราชินูปถัมภ์ มูลนิธิจึงมีชื่อใหม่เป็น มูลนิธิอนุเคราะห์คนหูหนวกในพระบรมราชินูปถัมภ์ พ.ศ. 2499 นักเรียนพิการตาบอดได้เข้าเรียนร่วมกับนักศึกษาปกติ ในระดับชั้นมัธยมศึกษาที่โรงเรียนเซนต์คาเบรียล กรุงเทพมหานครเป็นครั้งแรก โดยความช่วยเหลือของมูลนิธิคนตาบอดแห่งประเทศไทย พ.ศ. 2500 กระทรวงศึกษาธิการจัดให้มีการทดลองนำเด็กเรียนช้าเข้าเรียนร่วมในโรงเรียนปกติระดับประถมศึกษาของกรุงเทพมหานครเป็นครั้งแรก 7 แห่ง คือ โรงเรียนพญาไท โรงเรียนวัดชนะสงคราม โรงเรียนวัดพญายัง โรงเรียนวัดหนัง โรงเรียนวัดนิมมานรดี โรงเรียนสามเสนนอก และโรงเรียนวัดชัยชนะสงคราม พ.ศ. 2501 กรมสามัญศึกษา อนุมัติให้กองการศึกษาพิเศษจัดทำโครงการสอนเด็กเจ็บป่วยด้วยโรคโปลิโอ หรือโรคไขสันหลังอักเสบ ในโรงพยาบาลศิริราช มีการก่อตั้งมูลนิธิสงเคราะห์คนพิการ ขึ้นเพื่อช่วยเหลือในการฟื้นฟูสมรรถภาพแก่เด็กเหล่านี้ ซึ่งต่อมาได้เปลี่ยนชื่อเป็นมูลนิธีอนุเคราะห์คนพิการ ในพระบรมราชูปถัมภ์ของสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี และจัดตั้ง ศูนย์บริการเด็กพิการ ขึ้นที่อำเภอปากเกร็ด จังหวัดนนทบุรี เพื่อช่วยเหลือเด็กพิการที่ยากจน และมีภูมิลำเนาอยู่ต่างจังหวัดหรือไกลจากโรงพยาบาลศิริราชในกรุงเทพฯ พ.ศ. 2504-2508 มูลนิธิอนุเคราะห์คนพิการฯ ร่วมกับกองการศึกษาพิเศษ จัดตั้งโรงเรียนสอนเด็กพิเศษ ขึ้น โดยมีบุคลากรฝ่ายบริหารและทำการสอนจากองการศึกษาพิเศษ กรมสามัญศึกษาทั้งในระดับประถมศึกษาและมัธยมศึกษาตอนต้น ซึ่งต่อมากระทรวงศึกษาธิการอนุมัติงบประมาณก่อสร้างอาคารเรียนเพิ่มเติม และสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนีได้พระราชทานชื่อให้ว่า โรงเรียนศรีสังวาลย์ ในปี พ.ศ. 2508 พ.ศ. 2504 กระทรวงศึกษาธิการได้จัดตั้งโรงเรียนสอนคนหูหนวกขึ้นอีกแห่งหนึ่งในเขตทุ่งมหาเมฆ พ.ศ. 2505 - 2509 กรมสามัญศึกษา กระทรวงศึกษาธิการ ได้รับความช่วยเหลือสนับสนุนด้านวิทยาการ จากมูลนิธิอเมริกันเพื่อคนตาบอดโพ้นทะเล(AmericanFoundation Overseas for the Blind)พ.ศ. 2505-2507 มีการจัดตั้งมูลนิธิช่วยคนปัญญาอ่อนแห่งประเทศไทยในพระบรมราชินูปถัมภ์ ขึ้นใน พ.ศ. 2505 และชั้นเรียนพิเศษในโรงพยาบาลปัญญาอ่อน เมื่อ พ.ศ. 2506 เพื่อสอนเด็กปัญญาอ่อน อายุระหว่าง 7-15 ปี โดยจัดตามระดับความสามารถเป็น 3 กลุ่ม คือระดับเรียนได้ ระดับฝึกได้ และระดับปัญญาอ่อนรุนแรง พ.ศ. 2507 กรมสามัญศึกษาขยายการเปิดชั้นเรยนร่วมสำหรับเด็กที่มีความบกพร่องทางการได้ยินประเภทหูตึงขึ้นในโรงเรียนพยาไท ซึ่งเป็นชั้นเรียนพิเศษคู่ขนานกับชั้นประถมศึกษาปกติมีครูการศึกษาพิเศษเป็นผู้สอนและฝึกแก้ไขการพูดให้นักเรียน พ.ศ. 2512 - 2516 กรมการฝึกหัดครูอนุมัติการจัดตั้ง ศูนย์ทดลองสอนเด็กหูพิการชั้นเด็กเล็ก ขึ้นในวิทยาลัยครูสวนดุสิต พร้อมทั้งเปิดสอนวิชาการศึกษาพิเศษในระดับปริญญา เป็นแห่งแรกในปี พ.ศ. 2513 พ.ศ. 2531 กรมการฝึกหัดครูได้มอบให้สถาบันราชภัฎสวนดุสิตจัดให้มีการให้บริการช่วยเหลือระยะแรกเริ่มเด็กพิเศษ และครอบครัวโดยมีจุดมุ่งหมายให้คำแนะนำพ่อแม่ผู้ปกครองในการเลี้ยงดูเด็กพิการซึ่งมีอายุระหว่าง 0 -7 ปี เพื่อให้ได้พัฒนาการไปตามขั้นตอนเช่นเดียวกับเด็กปกติตั้งแต่ปี พ.ศ. 2520 เป็นต้นมา กระทรวงศึกษาได้ขยายโครงการสอนเด็กนักเรียนช้าและเด็กหูตึงเรียนร่วมในระดับประถมศึกษาออกไปอีกหลายโรงเรียน เช่น โรงเรียนอนุบาลสามเสน โรงเรียนอนุบาลพิบูลเวศม์ โรงเรียนอนุบาลวัดนางนอง โรงเรียนวัดหนัง โรงเรียนประถมบางแค โรงเรียนประถมนนทรี โรงเรียนวัดเวตวันธรรมาวาส โรงเรียนพิบูลประชาสรรค์ ฯลฯ ซึ่งส่วนใหญ่เป็นโรงเรียนสังกัดสำนักงานคณะกรรมการการประถมศึกษาแห่งชาติ และโรงเรียนศึกษาสงเคราะห์ สังกัดกรมสามัญศึกษา พ.ศ. 2520 - 2531 มูลนิธิช่วยคนปัญญาอ่อนในพระบรมราชินูปถัมภ์ ประกาศจัดตั้งโรงเรียนสำหรับเด็กและบุคคลปัญญาอ่อน ในปี พ.ศ. 2531 มูลนิธิฯ ได้เริ่มโครงการจัดตั้งศูนย์ฝึกอาชีพแบบโรงงานในอารักษ์ พร้อมทั้งฟื้นฟูสมรรถภาพด้านอาชีพแก่บุคคลปัญญาอ่อนวัยผู้ใหญ่ และได้รับพระราชทานชื่อว่า ศูนย์ฝึกอาชีพปัญญาคาร ตั้งอยู่ที่ซอยพระมหาการุณย์ จังหวัดนนทบุรี พ.ศ. 2523 - 2530 กองการศึกษาพิเศษ กรมสามัญศึกษา ได้ขยายการจัดการศึกษาสำหรับเด็กที่มีความบกพร่องทางสติปัญญา โดยรับโอนโรงเรียนกาวิละอนุกูล จังหวัดเชียงใหม่ (พ.ศ. 2523) เดิมชื่อโรงเรียนกองทัพบกอุปถัมภ์กาวิละวิทยา สังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาเอกชนขึ้นกับค่ายกาวิละและจัดตั้งโรงเรียนอุบลปัญญานุกูล จังหวัดอุบลราชธานี (พ.ศ. 2530)พ.ศ. 2529 สำนักงานคณะกรรมการประถมศึกษาแห่งชาติ ดำเนินงานจัดการเรียนร่วมภายใต้ชื่อ โครงการพัฒนารูปแบบการจัดการประถมศึกษาสำหรับเด็กพิการร่วมกับเด็กปกติ โดยมอบให้นักงานการประถมศึกษากรุงเทพมหานคร ดำเนินงานทดลองจัดการเรียนร่วมสำหรับเด็กพิการ 2 ประเภท คือ เด็กที่มีความบกพร่องทางการได้ยิน และเด็กที่มีความบกพร่องทางสติปัญญา&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;&lt;/span&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/445151557367453948-4324440089908918943?l=dekspecial.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://dekspecial.blogspot.com/feeds/4324440089908918943/comments/default' title='ส่งความคิดเห็น'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://dekspecial.blogspot.com/2008/11/blog-post_10.html#comment-form' title='0 ความคิดเห็น'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/445151557367453948/posts/default/4324440089908918943'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/445151557367453948/posts/default/4324440089908918943'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://dekspecial.blogspot.com/2008/11/blog-post_10.html' title='วิวัฒนาการเกี่ยวกับการจัดการศึกษาเพื่อเด็กที่มีความต้องการพิเศษ'/><author><name>chuch</name><uri>http://www.blogger.com/profile/08631974476770903474</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='32' height='30' src='http://2.bp.blogspot.com/_TAfiX4EhJH0/SRWyJ0gDS8I/AAAAAAAAABE/BxczlWnlRb0/S220/4.jpg'/></author><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-445151557367453948.post-1497541662787901678</id><published>2008-11-08T08:56:00.000-08:00</published><updated>2008-11-08T09:10:07.594-08:00</updated><title type='text'>เด็กพิเศษ...รู้ก่อนเกิดได้อย่างไร</title><content type='html'>&lt;div align="center"&gt;&lt;span style="font-family:courier new;font-size:130%;"&gt;&lt;strong&gt;เด็กพิเศษ...รู้ก่อนเกิดได้อย่างไร&lt;/strong&gt;&lt;/span&gt;&lt;/div&gt;&lt;div align="center"&gt;&lt;strong&gt;&lt;span style="font-family:Courier New;font-size:130%;"&gt;&lt;/span&gt;&lt;/strong&gt; &lt;/div&gt;&lt;div align="left"&gt;&lt;span style="font-family:courier new;"&gt;     ในปัจจุบันมีปัญหาเด็กพิเศษหลากหลายรูปแบบ เช่น ออทิสติก แอสเพอร์เกอร์ แอลดี สมาธิสั้น สมองพิการ ความบกพร่องทางสติปัญญา ฯลฯ จนทำให้คุณพ่อคุณแม่ที่กำลังจะมีลูกน้อยรู้สึกวิตกกังวลว่าลูกที่จะเกิดมามีโอกาสเป็นเด็กพิเศษหรือไม่ จะรู้ล่วงหน้าก่อนเกิดได้ไหม และมีวิธีการอะไรบ้างที่จะทำให้รู้ได้ &lt;/span&gt;&lt;/div&gt;&lt;div align="left"&gt;&lt;span style="font-family:courier new;"&gt;&lt;/span&gt; &lt;/div&gt;&lt;div align="left"&gt;&lt;span style="font-family:courier new;"&gt;     การที่จะรู้ล่วงหน้าว่าเป็นเด็กพิเศษหรือไม่ ขึ้นอยู่กับปัญหาของเด็ก แต่ละรูปแบบก็มีความแตกต่างกัน บางรูปแบบรู้ได้ก่อนเกิด บางรูปแบบเกิดแล้วค่อยรู้ บางรูปแบบเกิดแล้วก็ยังไม่รู้เลยต้องรอดูตอนโตอีกหน่อย &lt;/span&gt;&lt;/div&gt;&lt;div align="left"&gt;&lt;span style="font-family:courier new;"&gt;&lt;/span&gt; &lt;/div&gt;&lt;div align="left"&gt;&lt;span style="font-family:courier new;"&gt;     กลุ่มที่รู้ได้ก่อนเกิด คือ ปัญหาความผิดปกติของโครโมโซมต่างๆ เช่น ดาวน์ ซินโดรม ซึ่งเป็นความผิดปกติของโครโมโซมคู่ที่ 21 แล้วทำให้มีลักษณะรูปร่างหน้าตาที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัว มีความผิดปกติทางร่างกายหลายอย่าง ร่วมกับมีความบกพร่องทางสติปัญญา สามารถตรวจได้ตั้งแต่ช่วงที่ตั้งครรภ์ ได้ 2 เดือนกว่า จากการตรวจโดยวิธีพิเศษ เช่น การเจาะน้ำคร่ำตรวจโครโมโซม การเจาะเลือดตรวจทางชีวเคมี ซึ่งแนะนำให้ตรวจในหญิงตั้งครรภ์ที่มีอายุ 35 ปีขึ้นไป เพราะมีความเสี่ยงสูง ส่วนปัญหาความผิดปกติของกระโหลกศีรษะ หรือรูปร่างลักษณะพิการ ผิดรูป ก็สามารถพบได้โดยการทำอัลตร้าซาวน์ เช่นกัน &lt;/span&gt;&lt;/div&gt;&lt;div align="left"&gt;&lt;span style="font-family:courier new;"&gt;&lt;/span&gt; &lt;/div&gt;&lt;div align="left"&gt;&lt;span style="font-family:courier new;"&gt;     กลุ่มที่เกิดแล้วค่อยรู้ เช่น สมองพิการ หรือ ซีพี (Cerebral Palsy) มีความผิดปกติในการเคลื่อนไหว กล้ามเนื้ออ่อนแรงหรือเกร็งมากกว่าปกติ พัฒนาการด้านกล้ามเนื้อล่าช้า สำหรับความพิการทางร่างกายก็เป็นสิ่งที่สังเกตได้ไม่ยาก ส่วนปัญหาทางด้านการมองเห็น และปัญหาการได้ยิน ในรายที่เป็นมากก็สามารถสังเกตเห็นได้ชัดเจนตั้งแต่คลอดออกมาเช่นกัน &lt;/span&gt;&lt;/div&gt;&lt;div align="left"&gt;&lt;span style="font-family:courier new;"&gt;&lt;/span&gt; &lt;/div&gt;&lt;div align="left"&gt;&lt;span style="font-family:courier new;"&gt;     ส่วนกลุ่มที่เกิดมาแล้วดูปกติดี ยังไม่รู้ว่าจะเป็นเด็กพิเศษหรือเปล่า ต้องรอดูพัฒนาการสักระยะหนึ่งก่อน เช่น ออทิสติก แอสเพอร์เกอร์ แอลดี สมาธิสั้น &lt;/span&gt;&lt;/div&gt;&lt;div align="left"&gt;&lt;span style="font-family:courier new;"&gt;&lt;/span&gt; &lt;/div&gt;&lt;div align="left"&gt;&lt;span style="font-family:courier new;"&gt;     ออทิสติก ส่วนใหญ่จะรู้ได้ในช่วงขวบกว่าๆ เนื่องจากเริ่มเห็นความแตกต่างจากเด็กคนอื่นชัดเจนขึ้น ข้อบ่งชี้ที่ช่วยให้สงสัยได้ชัดเจนขึ้นคือ เมื่อเด็กอายุขวบครึ่ง เด็กยังไม่ชี้นิ้วบอกความต้องการของตัวเองเวลาอยากได้อะไร ขาดความสนใจร่วมกับคนอื่นรอบข้าง เล่นกับเด็กคนอื่นไม่เป็น เล่นบทบาทสมมติ เล่นจินตนาการไม่เป็น และมักจะยังไม่สามารถพูดเป็นคำได้ จะมีแต่ภาษาที่เป็นลักษณะเฉพาะตัว ที่เรียกว่าภาษาต่างด&lt;/span&gt;&lt;/div&gt;&lt;div align="left"&gt;&lt;span style="font-family:courier new;"&gt;&lt;/span&gt; &lt;/div&gt;&lt;div align="left"&gt;&lt;span style="font-family:courier new;"&gt;     แอสเพอร์เกอร์ ก็คล้ายกับออทิสติก แต่พูดเก่ง ความจำดี เรียนหนังสือได้ ทำให้ไม่เห็นปัญหาตั้งแต่เล็ก ต้องอาศัยความชำนาญของจิตแพทย์เด็กในการบอกว่าเป็นหรือไม่ เด็กมักจะดูงุ่มง่าม ไม่สบตาเวลาคุย ช่างถาม ถามแล้วถามซ้ำอีก และไม่ค่อยรู้กาลเทศะ เนื่องจากมีความบกพร่องในทักษะสังคม &lt;/span&gt;&lt;/div&gt;&lt;div align="left"&gt;&lt;span style="font-family:courier new;"&gt;&lt;/span&gt; &lt;/div&gt;&lt;div align="left"&gt;&lt;span style="font-family:courier new;"&gt;     แอลดี ก็เช่นกัน กว่าจะมารู้ชัดเจนก็ตอนที่อยู่ ป 1 แล้ว อ่านไม่ออก เขียนไม่ได้ หรืออ่านเขียนได้ไม่สมตามวัย หรือคิดเลขไม่เป็น ทั้งๆที่เวลาพูดคุยอย่างอื่นดูคล่องแคล่วว่องไว ไหวพริบดี &lt;/span&gt;&lt;/div&gt;&lt;div align="left"&gt;&lt;span style="font-family:courier new;"&gt;&lt;/span&gt; &lt;/div&gt;&lt;div align="left"&gt;&lt;span style="font-family:courier new;"&gt;     สมาธิสั้น อาจเห็นแนวโน้มความซนมาก อยู่ไม่นิ่ง มาตั้งแต่เล็ก แต่ก็ไม่สามารถยืนยันได้ชัดเจน จนกว่าจะเห็นผลกระทบที่ตามมา เช่น ทำงานไม่เสร็จทันเพื่อน ผลการเรียนต่ำกว่าความสามารถที่แท้จริง เพื่อนไม่ค่อยอยากเล่นด้วยเพราะเล่นแรง&lt;/span&gt;&lt;/div&gt;&lt;div align="left"&gt;&lt;span style="font-family:courier new;"&gt;&lt;/span&gt; &lt;/div&gt;&lt;div align="left"&gt;&lt;span style="font-family:courier new;"&gt;     ปัญหาส่วนใหญ่จะไม่สามารถรู้ก่อนเกิด ความผิดปกติบางอย่างที่ตรวจคัดกรองได้ตั้งแต่ช่วงตั้งครรภ์ ก็ควรตรวจตามคำแนะนำ ที่เหลือก็ไม่ควรไปเครียด หรือวิตกกังวล เพราะถ้ายิ่งเครียดก็ยิ่งมีความเสี่ยงมากขึ้นครับ การดูแลสุขภาพกาย และสุขภาพใจของคุณแม่ช่วงตั้งครรภ์ เป็นสิ่งที่สำคัญที่สุด คำแนะนำโดยทั่วไปมีดังนี้ &lt;/span&gt;&lt;/div&gt;&lt;div align="left"&gt;&lt;span style="font-family:courier new;"&gt;&lt;/span&gt; &lt;/div&gt;&lt;div align="left"&gt;&lt;span style="font-family:courier new;"&gt;1. ควรวางแผนครอบครัวก่อนมีลูก มีลูกเมื่อพร้อม&lt;br /&gt;2. ควรฝากครรภ์โดยเร็วที่สุดและควรฝากครรภ์อย่างต่อเนื่อง สม่ำเสมอ ตามการนัดหมาย&lt;br /&gt;3. ควรรับประทานอาหารให้เพียงพอ และหลายหลาย เพื่อให้ลูกได้รับสารอาหารครบถ้วน&lt;br /&gt;4. ควรพักผ่อนให้เพียงพอ ไม่หักโหมทำงานหนักเกินไป&lt;br /&gt;5. ควรผ่อนคลายความเครียด หากิจกรรม งานอดิเรกเล็กๆน้อยๆทำ&lt;br /&gt;6. ในกรณีของการเจาะตรวจโครโมโซม จะทำเมื่อเข้าเกณฑ์ดังนี้&lt;br /&gt;&lt;em&gt;* คุณ แม่อายุ 35 ปีขึ้นไป&lt;br /&gt;* เคยมีลูกเป็นดาวน์ ซินโดรม หรือโครโมโซมผิดปกติแบบอื่น&lt;br /&gt;* เคยแท้งโดยไม่รู้สาเหตุหลายครั้ง&lt;br /&gt;* สงสัยบางโรคที่สามารถตรวจได้&lt;br /&gt;&lt;/em&gt;7. การตรวจอัลตร้าซาวน์ ก็เป็นการคัดกรองปัญหาวิธีหนึ่งที่สะดวก ไม่เป็นอันตราย และได้ผลดี ในปัจจุบัน&lt;br /&gt;สุขภาพร่างกายที่แข็งแรง สภาพจิตใจที่แข็งแกร่ง เปี่ยมด้วยความสุข เป็นเกราะป้องกันปัญหาต่างๆในตัวลูกที่กำลังจะคลอดออกมาได้อย่างดีที่สุด&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;บทความโดย...นายแพทย์ทวีศักดิ์ สิริรัตน์เรขา จิตแพทย์เด็กและวัยรุ่น&lt;/strong&gt;&lt;/span&gt;&lt;/div&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/445151557367453948-1497541662787901678?l=dekspecial.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://dekspecial.blogspot.com/feeds/1497541662787901678/comments/default' title='ส่งความคิดเห็น'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://dekspecial.blogspot.com/2008/11/blog-post_6887.html#comment-form' title='0 ความคิดเห็น'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/445151557367453948/posts/default/1497541662787901678'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/445151557367453948/posts/default/1497541662787901678'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://dekspecial.blogspot.com/2008/11/blog-post_6887.html' title='เด็กพิเศษ...รู้ก่อนเกิดได้อย่างไร'/><author><name>chuch</name><uri>http://www.blogger.com/profile/08631974476770903474</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='32' height='30' src='http://2.bp.blogspot.com/_TAfiX4EhJH0/SRWyJ0gDS8I/AAAAAAAAABE/BxczlWnlRb0/S220/4.jpg'/></author><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-445151557367453948.post-6542927948021311489</id><published>2008-11-08T08:44:00.000-08:00</published><updated>2008-11-08T08:56:29.425-08:00</updated><title type='text'>รู้จักเด็ก M.R.</title><content type='html'>&lt;div align="center"&gt;&lt;span style="font-family:courier new;font-size:130%;"&gt;&lt;strong&gt;ความบกพร่องทางสติปัญญา&lt;br /&gt;Mental Retardation&lt;/strong&gt;&lt;/span&gt;&lt;/div&gt;&lt;div align="center"&gt;&lt;strong&gt;&lt;span style="font-family:Courier New;font-size:130%;"&gt;&lt;/span&gt;&lt;/strong&gt; &lt;/div&gt;&lt;div align="left"&gt;&lt;span style="font-family:courier new;"&gt;     เด็กที่มีความบกพร่องทางสติปัญญา หรือที่ศัพท์ทางการแพทย์เรียกย่อว่า “เอ็มอาร์” (MR - Mental Retardation) มักมีปัญหาเกือบทุกด้านในชีวิตประจำวัน และปัญหาการเรียน เนื่องจากเด็กมีข้อจำกัดหรือเพดานในการเรียนรู้ ทำให้ไม่สามารถทำสิ่งต่างๆได้เท่ากับเพื่อนในวัยเดียวกัน เป็นภาวะที่สมองหยุดพัฒนาหรือพัฒนาอย่างไม่สมบูรณ์ ทำให้เกิดความบกพร่องของทักษะด้านต่างๆ ในระยะพัฒนาการ และส่งผลกระทบต่อระดับเชาวน์ปัญญาทุกๆ ด้าน&lt;br /&gt;     เด็กที่มีความบกพร่องทางสติปัญญา ประกอบด้วยลักษณะสำคัญ 3 ประการ ดังต่อไปนี้ &lt;/span&gt;&lt;/div&gt;&lt;div align="left"&gt;&lt;span style="font-family:courier new;"&gt;&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;1) ความสามารถทางสติปัญญาต่ำว่าเกณฑ์เฉลี่ยอย่างมีนัยสำคัญ คือ มีระดับเชาว์ปัญญา หรือไอคิวต่ำกว่า 70&lt;br /&gt;2) มีความบกพร่อง หรือไม่สามารถปรับตัวในชีวิตประจำวัน (เมื่อเปรียบเทียบกับคนวัยเดียวกัน ในวัฒนธรรมเดียวกัน) อย่างน้อย 2 ทักษะต่อไปนี้ คือ&lt;br /&gt;&lt;/strong&gt;&lt;em&gt;2.1. การสื่อความหมาย (Communication)&lt;br /&gt;2.2. การดูแลตนเอง (Self-care)&lt;br /&gt;2.3. การดำรงชีวิตในบ้าน (Home Living)&lt;br /&gt;2.4. ทักษะทางสังคม (Social / Interpersonal Skills)&lt;br /&gt;2.5. ทักษะในการเรียน (Functional Academic Skills)&lt;br /&gt;2.6. การรู้จักใช้แหล่งทรัพยากรในชุมชน (Use of Community Resources)&lt;br /&gt;2.7. การควบคุมตนเอง (Self-direction)&lt;br /&gt;2.8. การทำงาน (Work)&lt;br /&gt;2.9. การใช้เวลาว่าง (Leisure)&lt;br /&gt;2.10. การดูแลสุขภาพ และความปลอดภัย (Health and Safety)&lt;/em&gt; &lt;/span&gt;&lt;/div&gt;&lt;span style="font-family:courier new;"&gt;&lt;div align="left"&gt;&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;3) เริ่มมีอาการก่อนอายุ 18&lt;/strong&gt; ปี &lt;br /&gt;ลักษณะอาการ และระดับความรุนแรง&lt;br /&gt;&lt;em&gt;&lt;strong&gt;ระดับน้อย (Mild Mental Retardation)&lt;/strong&gt;&lt;/em&gt;&lt;br /&gt;     มีระดับไอคิวอยู่ในช่วง 50-70 อาจไม่แสดงอาการล่าช้าจนกระทั่งวัยเข้าเรียน (แต่ถ้าสังเกตอย่างละเอียดแล้ว จะพบว่าเด็กเหล่านี้มีความสามารถต่ำกว่าเกณฑ์อย่างเห็นได้ชัดเจนตั้งแต่วัยอนุบาล) ไม่มีอาการแสดงทางร่างกาย ทางบุคลิกภาพ หรือทางพฤติกรรมใดโดยเฉพาะ ที่บ่งบอกถึงความบกพร่องทางสติปัญญา&lt;br /&gt;ยกเว้นกลุ่มอาการที่มีลักษณะพิเศษทางรูปร่างหน้าตา ปรากฏให้เห็น ก็จะทำให้สามารถวินิจฉัยได้ตั้งแต่แรกเกิด หรือในวัยทารก อาทิ กลุ่มอาการดาวน์ (Down Syndrome) แต่ความผิดปกติเหล่านี้ ก็เป็นเพียงส่วนน้อยเท่านั้น&lt;br /&gt;เด็กในกลุ่มนี้สามารถพัฒนาทักษะด้านสังคม และการสื่อความหมายได้เหมือนเด็กทั่วไป แต่มักมีความบกพร่องด้านประสาทสัมผัส และการเคลื่อนไหว สามารถเรียนรู้ได้ (educable) ทักษะทางวิชาการมักเป็นปัญหาสำคัญที่พบในวัยเรียน แต่ก็สามารถเรียนจนจบชั้นประถมปลายได้ สามารถฝึกทักษะด้านสังคมและอาชีพ พอที่จะเลี้ยงตัวเองได้ เป็นแรงงานที่ไม่ต้องใช้ทักษะฝีมือ หรือกึ่งใช้ฝีมือ แต่อาจต้องการคำแนะนำ และการช่วยเหลือบ้างเมื่อประสบความเครียด&lt;/div&gt;&lt;div align="left"&gt;&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;&lt;em&gt;ระดับปานกลาง (Moderate Mental Retardation)&lt;br /&gt;&lt;/em&gt;&lt;/strong&gt;     มีระดับไอคิวอยู่ในช่วง 35-50 ในช่วงขวบปีแรก มักจะมีพัฒนาการด้านการเคลื่อนไหวปกติ แต่พัฒนาการด้านภาษาและด้านการพูดจะล่าช้า ซึ่งจะเห็นได้ชัดเจนในช่วงวัยเตาะแตะ การศึกษาหลังจากระดับชั้นประถมต้น มักไม่ค่อยพัฒนา สามารถฝึกอบรมได้ (trainable) ในทักษะการช่วยเหลือ ดูแลตนเอง เรียนรู้ที่จะเดินทางได้ด้วยตนเองในสถานที่ที่คุ้นเคย และฝึกอาชีพได้บ้าง สามารถทำงานที่ไม่ต้องใช้ทักษะฝีมือ แต่ควรอยู่ภายใต้การกำกับดูแลอย่างใกล้ชิด&lt;/div&gt;&lt;div align="left"&gt;&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;&lt;em&gt;ระดับรุนแรง (Severe Mental Retardation)&lt;/em&gt;&lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;     มีระดับไอคิวอยู่ในช่วง 20-35 มักจะพบทักษะทางการเคลื่อนไหวล่าช้าอย่างชัดเจน ด้านภาษาพัฒนาเล็กน้อย ทักษะการสื่อความหมายมีเพียงเล็กน้อยหรือไม่มี พอจะฝึกฝนทักษะการดูแล&lt;br /&gt;ตนเองเบื้องต้นได้บ้างแต่น้อย ดำรงชีวิตอยู่ในสังคมภายใต้การควบคุมดูแลอย่างเต็มที่ การทำงานต้องการโปรแกรมในชุมชน หรือการให้ความช่วยเหลือที่พิเศษเป็นการเฉพาะ&lt;/div&gt;&lt;div align="left"&gt;&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;&lt;em&gt;ระดับรุนแรงมาก (Profound Mental Retardation)&lt;/em&gt;&lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;     มีระดับไอคิวต่ำกว่า 20 มีพัฒนาการล่าช้าอย่างชัดเจนในทุกๆด้าน มักมีพัฒนาการด้านการเคลื่อนไหว และฝึกการช่วยเหลือตนเองได้บ้าง มีขีดจำกัดในการเข้าใจและการใช้ภาษาอย่างมาก ต้องการความช่วยเหลือ ดูแลอย่างใกล้ชิดตลอดเวลา&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;สาเหตุ&lt;br /&gt;&lt;/strong&gt;     ส่วนใหญ่ไม่สามารถระบุหาสาเหตุที่ชัดเจนได้ (ร้อยละ 30-50) มักเกิดจากหลายสาเหตุเป็นปัจจัยร่วมกัน ทั้งปัจจัยทางชีวภาพ และปัจจัยทางจิตสังคม&lt;br /&gt;ปัจจัยทางชีวภาพ เป็นสาเหตุได้ตั้งแต่ขณะตั้งครรภ์ ขณะคลอด และหลังคลอด มักพบมีความผิดปกติอื่นร่วมด้วย สาเหตุได้แก่&lt;br /&gt;-&lt;em&gt; โรคทางพันธุกรรม&lt;br /&gt;- การติดเชื้อ&lt;br /&gt;- การได้รับสารพิษ&lt;br /&gt;- การขาดออกซิเจน&lt;br /&gt;- การขาดสารอาหาร&lt;br /&gt;- การเกิดอุบัติเหตุต่างๆ&lt;br /&gt;&lt;/em&gt;     ปัจจัยทางจิตสังคม เช่น ขาดการเลี้ยงดูที่เหมาะสม ถูกทอดทิ้ง ครอบครัวแตกแยก ฐานะยากจน อยู่ในภาวะแวดล้อมที่ไม่เอื้ออำนวยต่อการเรียนรู้ ขาดความกระตือรือร้น ขาดแรงจูงใจที่ดี&lt;br /&gt; &lt;strong&gt;&lt;br /&gt;แนวทางการดูแลรักษา&lt;br /&gt;1) การส่งเสริมศักยภาพครอบครัว&lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;ครอบครัวเข้มแข็ง คือพลังแห่งความสำเร็จ ครอบครัวควรมีความรู้ ทักษะ และเจตคติที่ดีในการดูแล เห็นความสำคัญของการฝึกฝนทักษะต่างๆอย่างต่อเนื่อง&lt;br /&gt;ให้คำปรึกษาสำหรับครอบครัว เพื่อ ลดความเครียดของครอบครัว ให้ข้อมูลและทางเลือกต่างๆ ในการตัดสินใจ และให้กำลังใจ &lt;/div&gt;&lt;div align="left"&gt;&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;2) การส่งเสริมพัฒนาการ (Early Intervention)&lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;     ควรจัดโปรแกรมการฝึกทักษะที่จำเป็นในการเรียนรู้ ส่งเสริมพัฒนาการทุกๆด้าน ทำอย่างเป็นระบบและต่อเนื่อง เพื่อนำไปสู่พัฒนาการที่เหมาะสมตามวัยในทุกๆด้าน เด็กที่ได้รับการฝึกแต่เยาว์วัย จะสามารถเรียนรู้ได้ดีกว่าการฝึกเมื่อโตแล้ว&lt;/div&gt;&lt;div align="left"&gt;&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;3) การฟื้นฟูสมรรถภาพทางการแพทย์&lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;     มักมีความต้องการแตกต่างกันตามสภาพปัญหา และความจำเป็นของเด็กแต่ละคนที่แตกต่างกัน โดยมีแนวทางช่วยเหลือเฉพาะทาง ในพัฒนาการทั้ง 4 ด้าน ดังนี้&lt;br /&gt;* กายภาพบำบัด (Physical Therapy) เน้นพัฒนาการด้านกล้ามเนื้อมัดใหญ่ การเคลื่อนไหว แก้ไขการเดิน และลดการเกร็งตัวของกล้ามเนื้อ&lt;br /&gt;* กิจกรรมบำบัด (Occupational Therapy) เน้นพัฒนาการด้านกล้ามเนื้อมัดเล็ก การหยิบจับ สมาธิ และการรับรู้สัมผัส&lt;br /&gt;* แก้ไขการพูด (Speech Therapy) เน้นพัฒนาการด้านภาษาและการสื่อสาร&lt;br /&gt;* ฝึกทักษะในชีวิตประจำวัน (Activity of Daily Living Training) เน้นพัฒนาการด้านสังคม และการดูแลตนเองในชีวิตประจำวัน &lt;/div&gt;&lt;div align="left"&gt;&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;4) การฟื้นฟูสมรรถภาพด้านการศึกษา&lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;     ส่งเสริมการจัดการเรียนร่วมให้มากที่สุด โดยทำแผนการจัดการศึกษาเฉพาะบุคคล (IEP - Individualized Educational Program) การจัดการศึกษาเฉพาะบุคคล จำเป็นต้องออกแบบการสอนให้เหมาะสมกับจุดเด่น จุดด้อย และความสนใจของเด็กแต่ละคน เพื่อให้เกิดการเรียนรู้ที่ง่ายไม่สับสน มุ่งหมายที่จะให้เด็กสามารถนำทักษะที่ได้จากชั้นเรียนไปใช้ในชีวิตจริงๆ นอกห้องเรียน ข้อสำคัญคือควรให้เด็กมีโอกาสทำกิจกรรมต่างๆ ร่วมกับเด็กปกติ &lt;/div&gt;&lt;div align="left"&gt;&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;5) การฟื้นฟูสมรรถภาพทางสังคม&lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;     คือการส่งเสริมให้เด็กสามารถใช้ชีวิตในสังคม และชุมชนได้ปกติตามศักยภาพ โดยการเปิดโอกาสให้เด็กได้แสดงออกอย่างเท่าเทียม เพื่อลดความรู้สึกแปลกแยกจากสังคม สามารถดำรงชีวิตตามปกติในสังคมได้ มีความนับถือตนเองสูงขึ้น และมีความมุ่งมั่นที่จะพัฒนาทักษะด้านอื่นต่อไป &lt;/div&gt;&lt;div align="left"&gt;&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;6) การฟื้นฟูสมรรถภาพทางอาชีพ&lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;     การเตรียมพร้อมด้านอาชีพ ได้แก่ การฝึกทักษะพื้นฐานทางอาชีพเฉพาะด้าน และฝึกลักษณะนิสัยในการทำงานที่เหมาะสม เช่น การตรงต่อเวลา รู้จักรับคำสั่ง สามารถปฏิบัติตนต่อผู้ร่วมงานอย่างเหมาะสม และเข้าใจมารยาททางสังคม &lt;/div&gt;&lt;div align="left"&gt;&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;7) การใช้ยา&lt;br /&gt;&lt;/strong&gt;     การใช้ยา ไม่ได้มีเป้าหมายเพื่อทำให้ความบกพร่องทางสติปัญญาหายไป หรือช่วยให้สมองดีขึ้น แต่ใช้เพื่อบรรเทาความรุนแรงของปัญหา หรืออาการที่เกิดร่วมด้วย เช่น ลมชัก พฤติกรรมรุนแรง ปัญหาด้านอารมณ์ ปัญหาด้านสมาธิ เป็นต้น&lt;br /&gt; &lt;br /&gt;&lt;strong&gt;การป้องกัน&lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;     ควรหลีกเลี่ยงปัจจัยต่างๆที่เป็นสาเหตุ การตรวจคัดกรองในกลุ่มเสี่ยง และการดูแลรักษาแต่เริ่มแรก จะช่วยลดความรุนแรงของปัญหา ภาวะแทรกซ้อน และผลกระทบต่างๆ ที่ตามมา&lt;br /&gt;แนวทางในการป้องกันปัญหาความบกพร่องทางสติปัญญา มีดังนี้ &lt;/div&gt;&lt;div align="left"&gt;&lt;br /&gt;1. คู่สมรสควรมีการวางแผนครอบครัวล่วงหน้า&lt;br /&gt;2. ดูแลสุขภาพให้แข็งแรงอยู่เสมอ ตรวจสุขภาพก่อนตั้งครรภ์&lt;br /&gt;3. ในระหว่างตั้งครรภ์ ควรฝากครรภ์อย่างสม่ำเสมอ ดูแลสุขภาพและหลีกเลี่ยงปัจจัยเสี่ยงต่างๆ เช่น ไม่สูบบุหรี่ ไม่ดื่มเหล้า ไม่ซื้อยาทานเอง&lt;br /&gt;4. กลุ่มที่มีความเสี่ยงควรรับการตรวจเพิ่มเติม เช่น มารดาที่มีอายุ 35 ปีขึ้นไป&lt;br /&gt;5. หลังคลอด ควรติดตามประเมินพัฒนาการตามวัย ถ้ามีปัญหาพัฒนาการล่าช้า ควรรับการตรวจ ประเมินเพิ่มเติม และส่งเสริมพัฒนาการแต่แรกเริ่มที่สงสัย&lt;br /&gt;6. เอาใจใส่ดูแลเด็กอย่างเหมาะสม ให้เด็กมีสุขภาพแข็งแรงทั้งร่างกายและจิตใจ มีโอกาสได้เรียนรู้อย่างเหมาะสมตามวัย&lt;/span&gt;&lt;/div&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/445151557367453948-6542927948021311489?l=dekspecial.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://dekspecial.blogspot.com/feeds/6542927948021311489/comments/default' title='ส่งความคิดเห็น'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://dekspecial.blogspot.com/2008/11/mr.html#comment-form' title='0 ความคิดเห็น'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/445151557367453948/posts/default/6542927948021311489'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/445151557367453948/posts/default/6542927948021311489'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://dekspecial.blogspot.com/2008/11/mr.html' title='รู้จักเด็ก M.R.'/><author><name>chuch</name><uri>http://www.blogger.com/profile/08631974476770903474</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='32' height='30' src='http://2.bp.blogspot.com/_TAfiX4EhJH0/SRWyJ0gDS8I/AAAAAAAAABE/BxczlWnlRb0/S220/4.jpg'/></author><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-445151557367453948.post-1984780305643569970</id><published>2008-11-08T08:31:00.000-08:00</published><updated>2008-11-08T08:37:51.705-08:00</updated><title type='text'>รู้จักเด็ก L.D.</title><content type='html'>&lt;div align="center"&gt;&lt;span style="font-family:courier new;font-size:130%;"&gt;&lt;strong&gt;แอลดี...ความบกพร่องในการเรียนรู้&lt;br /&gt;L.D.- Learning Disabilities&lt;/strong&gt;&lt;/span&gt;&lt;/div&gt;&lt;div align="left"&gt;&lt;span style="font-family:courier new;"&gt;     &lt;strong&gt;แอล .ดี .(L.D.- Learning Disabilities)&lt;/strong&gt; ในวงการศึกษาให้คำจำกัดความว่า “ความบกพร่องของกระบวนการทางจิตวิทยาขั้นพื้นฐาน (Basic Psychological Process) ที่เกี่ยวข้องกับการเข้าใจ การใช้ภาษา การพูด หรือการเขียน ซึ่งแสดงออกโดยความไม่สมบูรณ์ของความสามารถด้านการฟัง การคิด การพูด การอ่าน การเขียน การสะกดคำ และการคำนวณทางคณิตศาสตร์”&lt;br /&gt;     ความหมายครอบคลุมไปถึง ข้อจำกัดในการรับรู้ (perceptual handicaps) การบาดเจ็บทางสมอง (brain injury) ความผิดปกติเล็กน้อยในการทำงานของสมอง (minimal brain dysfunction) ดิสเล็กเซีย (dyslexia) และ อะเฟเซีย (developmental aphasia) แต่ไม่ครอบคลุมในกลุ่มที่เป็นผลของความพิการทางตา หู หรือการเคลื่อนไหว ความบกพร่องทางสติปัญญา ปัญหาทางอารมณ์ หรือเกิดจากความเสียเปรียบทางเศรษฐกิจ วัฒนธรรม หรือสิ่งแวดล้อม&lt;br /&gt;     ในวงการแพทย์ ใช้การวินิจฉัยเป็น Learning Disorder (ตามเกณฑ์ของสมาคมจิตแพทย์อเมริกัน DSM-IV) หรือ Specific Developmental Disorder of Scholastic Skills (ตามเกณฑ์ขององค์การอนามัยโลก ICD-10) คือ มีทักษะเฉพาะด้านที่ใช้ในการเรียน ด้านการอ่าน การเขียน หรือการคำนวณ ไม่เหมาะสมกับอายุจริง ระดับสติปัญญา และระดับการศึกษา โดยไม่ได้เกิดจากความผิดปกติทางร่างกายและระบบประสาท ความบกพร่องของพัฒนาการแบบรอบด้าน ความบกพร่องทางสติปัญญา หรือขาดโอกาสทางการศึกษา ส่งผลรบกวนต่อผลการศึกษาหรือกิจกรรมในชีวิต ประจำวัน ที่ต้องอาศัยการอ่าน การเขียน หรือการคำนวณ&lt;br /&gt; &lt;br /&gt;&lt;strong&gt;ลักษณะอาการ&lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;ความบกพร่องในการเรียนรู้แบ่งออกเป็น 3 กลุ่มหลัก คือ&lt;br /&gt;1. ความบกพร่องด้านการอ่าน (Reading Disorder)&lt;br /&gt;อ่านหนังสือไม่ออกเลย หรืออ่านหนังสือได้ไม่เหมาะสมตามวัย เช่น สะกดไม่ถูก อ่านตกหล่น อ่านทีละตัวอักษรได้แต่ผสมคำไม่ได้ แยกแยะพยัญชนะที่คล้ายกันไม่ออก (ก - ถ - ภ) ทั้งๆที่เด็กดูมีความ&lt;br /&gt;ฉลาดรอบรู้ในด้านอื่นๆ ถ้ามีใครเล่าเรื่องให้ฟังจะเข้าใจดี เรียนรู้จากการเห็นภาพ และการฟัง จะทำได้ดี แต่ถ้าให้อ่านเองจะไม่ค่อยรู้เรื่อง จับใจความไม่ได้&lt;br /&gt;2. ความบกพร่องด้านการเขียน (Disorder of Written Expression)&lt;br /&gt;มีปัญหาในด้านการเขียนหนังสือ ตั้งแต่เขียนหนังสือไม่ได้ทั้งๆที่รู้ว่าอยากจะเขียนอะไร เขียนตกหล่น สลับตำแหน่ง หรือผิดตำแหน่ง เขียนไม่เป็นประโยคที่สมบูรณ์ ใช้คำเชื่อมไม่ถูกต้อง เว้นวรรคตอนหรือย่อหน้าไม่ถูกต้อง จนทำให้ผู้อ่านไม่สามารถเข้าใจความหมายที่ผู้เขียนต้องการสื่อได้ถูกต้อง&lt;br /&gt;3. ความบกพร่องด้านการคำนวณ (Mathematics Disorder)&lt;br /&gt;มีปัญหาในด้านการคำนวณ ตามระดับความรุนแรง หลากหลายรูปแบบ เช่น มีความสับสนเกี่ยวกับเรื่องตัวเลข ไม่เข้าใจเรื่อง การบวก ลบ คูณ หาร ไม่สามารถแปลโจทย์ปัญหาเป็นสัญลักษณ์ทางคณิตศาสตร์ มีการคำนวณที่ผิดพลาด ตกหล่นเกี่ยวกับเรื่องตัวเลขเป็นประจำ&lt;br /&gt; &lt;br /&gt;&lt;strong&gt;สาเหตุ&lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;แบบจำลองไซเบอร์เนติค (Cybernatics Model) ใช้อธิบายกระบวนการเรียนรู้ ของเด็กแอลดี โดยแบ่งเป็น 4 ขั้นตอนดังนี้&lt;br /&gt;1. ข้อมูลจากประสาทสัมผัสจะเข้าสู่สมอง (Input process)&lt;br /&gt;2. ข้อมูลจะถูกแปลความหมาย (Integration process)&lt;br /&gt;3. ข้อมูลจะถูกบันทึก และสามารถดึงมาใช้ได้ (Memory process)&lt;br /&gt;4. ข้อมูลจะถูกนำมาใช้ในรูปแบบของภาษา และการเคลื่อนไหว (Output process)&lt;br /&gt;     เมื่ออ่านหนังสือ ดูรูปภาพ ฟังเสียง หรือสัมผัส ข้อมูลที่ได้รับจะถูกส่งไปยังสมอง จากนั้นข้อมูลจะถูกแปลความหมาย และจัดเก็บในหน่วยความจำ และสามารถดึงข้อมูลมาใช้ในยามที่ต้องการ โดยอาจออกมาในรูปการคิด การพูด การอ่าน การเขียน และการเคลื่อนไหว คล้ายกับกระบวนการทำงานของเครื่องคอมพิวเตอร์&lt;br /&gt;     โดยปกติเมื่อมองรูปภาพ หรืออ่านหนังสือ จะสามารถแยกแยะภาพหรือตัวอักษรออกจากพื้น รู้ตำแหน่งทิศทางของภาพ และสามารถกะระยะความลึกของภาพ 3 มิติได้ เช่นเดียวกับการฟัง ที่เราจะต้องแยกแยะเสียงที่ต้องการฟังออกจากเสียงรบกวน หรือเสียงธรรมชาติอื่นๆ จากนั้นภาพและเสียงจะถูกบันทึกในสมอง ผ่านกระบวนการแปลงสัญญาณ (Coding) และดึงข้อมูลจากหน่วยความจำมาใช้ในการเขียน การอ่าน ผ่านกระบวนการแปลข้อมูลกลับ (Decoding) ในที่สุด&lt;br /&gt;     เด็กที่มีความบกพร่องในการเรียนรู้อาจมีปัญหาที่ใดที่หนึ่งใน 4 ขั้นตอนที่กล่าวมาข้างต้น ซึ่งอาจเกิดจากเหตุปัจจัยหลายอย่างประกอบกัน มักไม่สามารถระบุสาเหตุที่แน่ชัด&lt;br /&gt;&lt;strong&gt; &lt;br /&gt;แนวทางการดูแลรักษา&lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;1) ช่วยเหลือในการเรียนรู้ โดยวาง แผนการจัดการศึกษาเฉพาะบุคคล (IEP - Individualized Educational Program) มีการนำสื่อ เทคโนโลยีต่างๆ เข้ามาประกอบในการเรียนการสอน ตามสภาพปัญหาของเด็ก เช่น เครื่องคอมพิวเตอร์ เทป วีดีทัศน์ เครื่องคิดเลข ฯลฯ&lt;br /&gt;2) แก้ไขปัญหาเฉพาะที่เกิดร่วมด้วย เช่น โรคสมาธิสั้น ปัญหาการประสานงานของกล้ามเนื้อ ปัญหาในด้านการพูดและการสื่อสาร&lt;br /&gt;3) ลดความรุนแรงของผลกระทบที่ตามมา เช่น ปัญหาการเรียน ปัญหาทางอารมณ์ ปัญหาพฤติกรรม และปัญหาการปรับตัว โดยคัดกรองปัญหาแต่แรกเริ่ม ให้กำลังใจ และให้ความช่วยเหลือตามแนวทางที่เหมาะสม&lt;br /&gt;4) เสริมสร้างความรู้ ความเข้าใจให้กับครอบครัว เกิดความเข้าใจว่าเป็นความบกพร่องที่ต้องให้การช่วยเหลือ ไม่ตำหนิติเตียนว่าเป็นความไม่เอาใจใส่ของเด็กเอง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;/span&gt;&lt;/div&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/445151557367453948-1984780305643569970?l=dekspecial.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://dekspecial.blogspot.com/feeds/1984780305643569970/comments/default' title='ส่งความคิดเห็น'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://dekspecial.blogspot.com/2008/11/ld.html#comment-form' title='0 ความคิดเห็น'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/445151557367453948/posts/default/1984780305643569970'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/445151557367453948/posts/default/1984780305643569970'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://dekspecial.blogspot.com/2008/11/ld.html' title='รู้จักเด็ก L.D.'/><author><name>chuch</name><uri>http://www.blogger.com/profile/08631974476770903474</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='32' height='30' src='http://2.bp.blogspot.com/_TAfiX4EhJH0/SRWyJ0gDS8I/AAAAAAAAABE/BxczlWnlRb0/S220/4.jpg'/></author><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-445151557367453948.post-6889451973160527783</id><published>2008-11-08T08:02:00.000-08:00</published><updated>2008-11-08T08:30:15.994-08:00</updated><title type='text'>การศึกษาพิเศษ</title><content type='html'>&lt;div align="left"&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-family:courier new;"&gt;&lt;strong&gt;                          &lt;span style="font-size:130%;"&gt;    การศึกษาพิเศษ&lt;br /&gt;                        (Special Education)&lt;/span&gt;&lt;span style="font-size:85%;"&gt;&lt;br /&gt;&lt;/span&gt;&lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;                     &lt;span style="font-family:arial;"&gt;                                                                            &lt;em&gt; &lt;/em&gt;&lt;/span&gt;&lt;span &gt;&lt;em&gt;นพ.ทวีศักดิ์ สิริรัตน์เรขา&lt;br /&gt;                                                    จิตแพทย์เด็กและวัยรุ่น&lt;/em&gt;&lt;br /&gt;&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;     การศึกษาพิเศษ เป็นรูปแบบการฟื้นฟูสมรรถภาพทางการศึกษา ที่มีบทบาทสำคัญในการเพิ่มทักษะพื้นฐานด้านสังคม การสื่อสาร และทักษะทางความคิด ซึ่งทำให้เกิดผลดีในระยะยาว โดยเนื้อหาหลักสูตรจะเน้นการเตรียมความพร้อม เพื่อให้เด็กสามารถใช้ในชีวิตประจำวันจริงๆ ได้ ควบคู่ไปกับทักษะทางวิชาการ&lt;br /&gt;ควรมีการจัดทำ แผนการจัดการศึกษาเฉพาะบุคคล (Individualized Education Program; IEP) โดยออกแบบให้เหมาะสมกับระดับความสามารถ ความบกพร่อง และความสนใจของเด็กแต่ละคน เพื่อให้เกิดการเรียนรู้ที่ง่าย ไม่สับสน เด็กสามารถนำทักษะที่ได้จากชั้นเรียนไปใช้นอกห้องเรียนได้&lt;br /&gt;     โปรแกรมการสอนในห้องเรียนที่น่าสนใจ คือ โปรแกรม TEACCH (Treatment and Education of Autistic and related Communication handicapped CHildren) พัฒนาโดย Dr.Eric Schopler เน้นการสอนอย่างมีระบบ ขั้นตอน และการจัดสภาพแวดล้อมให้เหมาะสมกับเด็ก เป็นหัวใจสำคัญ โดยมีการจัดห้องเรียนให้เป็นระบบ จัดของเป็นหมวดหมู่ จัดตารางเวลากิจกรรมต่างๆ แน่นอน และมีความคาดหวังที่ชัดเจน ทำให้เด็กรู้ว่าเขาต้องทำอะไรบ้าง และสอนอย่างมีขั้นตอน วิธีการสอนจะเน้นใช้ภาพมากกว่าเสียง สอนให้สื่อสารโดยใช้รูปหรือสัญลักษณ์ต่างๆ เนื้อหาจะครอบคลุมในทักษะทุกด้าน&lt;br /&gt;     สำหรับประเทศไทยเอง การฟื้นฟูสมรรถภาพทางการศึกษา สำหรับบุคคลออทิสติก กำลังอยู่ในช่วงของการเปลี่ยนแปลงและพัฒนา เพื่อให้สอดรับกับ รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2540 และพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. 2542 แก้ไขเพิ่มเติม พ.ศ. 2545&lt;br /&gt;รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2540 มาตรา 43 กล่าวไว้ว่า “บุคคลย่อมมีสิทธิเสมอกัน ในการรับการศึกษาขั้นพื้นฐาน ไม่น้อยกว่าสิบสองปี ที่รัฐจัดให้อย่างทั่วถึง และมีคุณภาพโดยไม่เก็บค่าใช้จ่าย”&lt;br /&gt;พระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. 2542 มาตรา 10 วรรค 2 กล่าวไว้ว่า “การจัดการศึกษาสำหรับบุคคลที่มีความบกพร่องทางร่างกาย จิตใจ สติปัญญา อารมณ์ สังคม การสื่อสาร และการเรียนรู้ หรือมีร่างกายพิการ หรือทุพพลภาพ หรือบุคคลซึ่งไม่สามารถพึ่งตนเองได้ หรือไม่มีผู้ดูแล หรือผู้ด้อยโอกาส ต้องจัดให้บุคคลดังกล่าว มีสิทธิและโอกาสที่ได้รับการศึกษาขั้นพื้นฐานเป็นพิเศษ”&lt;br /&gt;     ปัจจุบันมีทางเลือกในการศึกษาเพิ่มขึ้น ทั้งในรูปแบบโรงเรียนการศึกษาพิเศษเฉพาะทาง โรงเรียนเรียนร่วม ห้องเรียนคู่ขนาน ห้องเรียนปกติ รวมถึงการศึกษานอกโรงเรียน และการศึกษาตามอัธยาศัย &lt;/span&gt;&lt;/div&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/445151557367453948-6889451973160527783?l=dekspecial.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://dekspecial.blogspot.com/feeds/6889451973160527783/comments/default' title='ส่งความคิดเห็น'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://dekspecial.blogspot.com/2008/11/blog-post_08.html#comment-form' title='0 ความคิดเห็น'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/445151557367453948/posts/default/6889451973160527783'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/445151557367453948/posts/default/6889451973160527783'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://dekspecial.blogspot.com/2008/11/blog-post_08.html' title='การศึกษาพิเศษ'/><author><name>chuch</name><uri>http://www.blogger.com/profile/08631974476770903474</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='32' height='30' src='http://2.bp.blogspot.com/_TAfiX4EhJH0/SRWyJ0gDS8I/AAAAAAAAABE/BxczlWnlRb0/S220/4.jpg'/></author><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-445151557367453948.post-4850481754409620523</id><published>2008-11-08T07:39:00.000-08:00</published><updated>2008-11-08T07:54:10.531-08:00</updated><title type='text'>เด็กพิเศษ</title><content type='html'>&lt;a href="http://4.bp.blogspot.com/_TAfiX4EhJH0/SRW0NKmshCI/AAAAAAAAABc/t9bfreKlZZs/s1600-h/0251.jpg"&gt;&lt;span style="font-family:arial;"&gt;&lt;img id="BLOGGER_PHOTO_ID_5266313477557617698" style="FLOAT: left; MARGIN: 0px 10px 10px 0px; WIDTH: 240px; CURSOR: hand; HEIGHT: 320px" alt="" src="http://4.bp.blogspot.com/_TAfiX4EhJH0/SRW0NKmshCI/AAAAAAAAABc/t9bfreKlZZs/s320/0251.jpg" border="0" /&gt;&lt;/span&gt;&lt;/a&gt;&lt;span style="font-family:arial;"&gt;&lt;br /&gt;&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;div align="center"&gt;&lt;span style="font-family:arial;"&gt;&lt;strong&gt;เด็กพิเศษ&lt;br /&gt;Special Child&lt;/strong&gt;&lt;/span&gt;&lt;/div&gt;&lt;div align="right"&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-family:georgia;"&gt;นพ.ทวีศักดิ์  สิริรัตน์เรขา &lt;/span&gt;&lt;/div&gt;&lt;div align="right"&gt;&lt;span style="font-family:georgia;"&gt;จิตแพทย์เด็กและวัยรุ่น    &lt;/span&gt;&lt;/div&gt;&lt;div align="right"&gt;&lt;span style="font-family:Arial;"&gt;&lt;/span&gt; &lt;/div&gt;&lt;div align="left"&gt;&lt;span style="font-family:arial;"&gt;       &lt;strong&gt;เด็กพิเศษ (Special Child)&lt;/strong&gt; เริ่มเป็นคำที่คุ้นหูมากขึ้นในปัจจุบัน หลายคนอาจสงสัยว่าพวกเขาคือใคร และเด็กแบบไหนหรือที่เป็นเด็กพิเศษ เด็กกลุ่มนี้มีความสำคัญอย่างไร&lt;br /&gt;เด็กพิเศษ เริ่มได้รับความสนใจ และการดูแลช่วยเหลืออย่างจริงจัง มาเมื่อไม่นานนี้ ทั้งๆ ที่เด็กกลุ่มนี้มีมานานแล้ว เมื่อกล่าวถึงเด็กพิเศษ แต่ละคนก็มักมีความเข้าใจที่แตกต่างกันไป บางคนนึกถึงเด็กที่มีความสามารถพิเศษ บางคนนึกถึงเด็กที่มีความบกพร่อง&lt;br /&gt;       เด็กพิเศษ มาจากคำเต็มว่า “เด็กที่มีความต้องการพิเศษ” หมายถึงเด็กกลุ่มที่จำเป็นต้องได้รับการดูแล ช่วยเหลือเป็นพิเศษ เพิ่มเติมจากวิธีการตามปกติ ทั้งในด้าน การใช้ชีวิตประจำวัน การเรียนรู้ และการเข้าสังคม เพื่อให้เด็กได้รับการพัฒนาเต็มตามศักยภาพของเขาเอง โดยออกแบบการดูแล ช่วยเหลือเด็ก ตามลักษณะความจำเป็น และความต้องการของเด็กแต่ละคน&lt;br /&gt;เด็กพิเศษ แบ่งออกเป็น 3 กลุ่มหลัก ดังนี้&lt;br /&gt;           &lt;em&gt; +   เด็กที่มีความสามารถพิเศษ&lt;br /&gt;            +   เด็กที่มีความบกพร่อง&lt;br /&gt;            +   เด็กยากจนและด้อยโอกาส&lt;/em&gt;&lt;br /&gt;       เด็กแต่ละกลุ่ม มีความจำเป็นต้องได้รับการดูแลช่วยเหลือเป็นพิเศษเหมือนกัน แต่ด้วยวิธีการที่แตกต่างกัน ตามความเหมาะสมของเด็กแต่ละกลุ่ม แต่ละคน ในบทความนี้จะกล่าวถึงขอบเขตของเด็กพิเศษ แต่ละกลุ่มว่าเป็นอย่างไร เพื่อให้เกิดความเข้าใจที่ตรงกัน &lt;/span&gt;&lt;/div&gt;&lt;span style="font-family:arial;"&gt;&lt;div align="left"&gt;&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;1 ) เด็กที่มีความสามารถพิเศษ&lt;br /&gt;&lt;/strong&gt;       เด็กกลุ่มนี้มักไม่ค่อยได้รับการดูแล ช่วยเหลืออย่างจริงจัง เนื่องจาก เรามักคิดว่าพวกเขาเก่งแล้ว สามารถเอาตัวรอดได้ บางครั้งกลับไปเพิ่มความกดดันให้มากยิ่งขึ้น เพราะคิดว่าพวกเขาน่าจะทำได้มากกว่าที่เป็นอยู่อีก วิธีการเรียนรู้ในแบบปกติทั่วไป ก็ไม่ตอบสนองความต้องการในเรียนรู้ของเด็ก ทำให้เกิดความเบื่อหน่าย ทำให้ความสามารถพิเศษที่มีอยู่ไม่ได้แสดงออกอย่างเต็มศักยภาพ&lt;br /&gt;เด็กที่มีความสามารถพิเศษ แบ่งออกเป็น 3 กลุ่มย่อย ดังนี้&lt;br /&gt;-   เด็กที่มีระดับสติปัญญาสูง คือ กลุ่มเด็กที่มี ระดับสติปัญญา (IQ) ตั้งแต่ 130 ขึ้นไป&lt;br /&gt;-   เด็กที่มีความสามารถพิเศษเฉพาะด้าน อาจไม่ใช่เด็กที่มีระดับสติปัญญาสูง แต่มีความสามารถพิเศษเฉพาะด้านที่โดดเด่นกว่าคนอื่นในวัยเดียวกัน อาจเป็นด้าน คณิตศาสตร์ - ตรรกศาสตร์ การใช้ภาษา ศิลปะ ดนตรี กีฬา การแสดง ฯลฯ&lt;br /&gt;-   เด็กที่มีความคิดสร้างสรรค์ &lt;/div&gt;&lt;div align="left"&gt;&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;2) เด็กที่มีความบกพร่อง&lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;       มีการแบ่งหลายแบบ ในที่นี้จะยึดตามแนวทางของกระทรวงศึกษาธิการ ที่แบ่งออกเป็น 9 กลุ่ม ดังนี้ &lt;/span&gt;&lt;/div&gt;&lt;div align="justify"&gt;&lt;span style="font-family:arial;"&gt;-   &lt;em&gt;เด็กที่มีความบกพร่องทางการมองเห็น&lt;br /&gt;-   เด็กที่มีความบกพร่องทางการได้ยิน&lt;br /&gt;-   เด็กที่มีความบกพร่องทางการสื่อสาร&lt;br /&gt;-   เด็กที่มีความบกพร่องทางร่างกาย และการเคลื่อนไหว&lt;br /&gt;-   เด็กที่มีความบกพร่องทางอารมณ์ และพฤติกรรม&lt;br /&gt;-   เด็กที่มีความบกพร่องทางสติปัญญา (Intellectual Deficiency)&lt;br /&gt;-   เด็กที่มีความบกพร่องทางการเรียนรู้ (Learning Disabilities)&lt;br /&gt;-   เด็กออทิสติก (รวมถึงความบกพร่องของพัฒนาการแบบรอบด้านอื่นๆ - PDDs)&lt;br /&gt;-   เด็กที่มีความพิการซ้อน &lt;/em&gt;&lt;/span&gt;&lt;/div&gt;&lt;div align="justify"&gt;&lt;span style="font-family:arial;"&gt;&lt;em&gt;&lt;br /&gt;&lt;/em&gt;&lt;strong&gt;3 ) เด็กยากจนและด้อยโอกาส&lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;       คือเด็กที่อยู่ในครอบครัวที่มีฐานะยากจน ขาดแคลนปัจจัยที่จำเป็นในการเจริญเติบโต และการเรียนรู้ของเด็ก และรวมถึงกลุ่มเด็กที่ด้อยโอกาสทางการศึกษาจากสาเหตุอื่นๆ เช่น เด็กเร่ร่อน เด็กถูกใช้แรงงาน เด็กต่างด้าว ฯลฯ&lt;br /&gt;       เด็กกลุ่มต่างๆที่กล่าวถึง เป็นเด็กที่มีความต้องการพิเศษ ควรได้รับการดูแลเพิ่มเติมด้วยวิธีการพิเศษ ซึ่งต่างไปจากวิธีการตามปกติ เพื่อช่วยให้สามารถพัฒนาได้เต็มตามศักยภาพที่มีอยู่ได้ เพื่อให้มีสุขภาพกาย สุขภาพจิตที่ดี มีโอกาสทางการศึกษาที่เท่าเทียม และได้รับการยอมรับในสังคม&lt;/span&gt;&lt;/div&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/445151557367453948-4850481754409620523?l=dekspecial.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://dekspecial.blogspot.com/feeds/4850481754409620523/comments/default' title='ส่งความคิดเห็น'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://dekspecial.blogspot.com/2008/11/blog-post.html#comment-form' title='0 ความคิดเห็น'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/445151557367453948/posts/default/4850481754409620523'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/445151557367453948/posts/default/4850481754409620523'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://dekspecial.blogspot.com/2008/11/blog-post.html' title='เด็กพิเศษ'/><author><name>chuch</name><uri>http://www.blogger.com/profile/08631974476770903474</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='32' height='30' src='http://2.bp.blogspot.com/_TAfiX4EhJH0/SRWyJ0gDS8I/AAAAAAAAABE/BxczlWnlRb0/S220/4.jpg'/></author><media:thumbnail xmlns:media='http://search.yahoo.com/mrss/' url='http://4.bp.blogspot.com/_TAfiX4EhJH0/SRW0NKmshCI/AAAAAAAAABc/t9bfreKlZZs/s72-c/0251.jpg' height='72' width='72'/><thr:total>0</thr:total></entry></feed>
